ผลการประเมินหมวดภาษี

ผลการประเมินหมวดภาษี พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 2.06 คะแนน ในปี พ.ศ. 2567 เป็น 2.28 คะแนน ในปี พ.ศ. 2568 (เพิ่มขึ้น 0.22 คะแนน) สาเหตุหลักเนื่องจากการปรับปรุงวิธีการให้คะแนนในข้อ 4 ซี่งกำหนดว่าหากธนาคารเปิดเผยว่าไม่ได้รับตัดสินจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านภาษีในปีที่ผ่านมา ก็เพียงพอที่จะได้คะแนนเต็มแล้ว ส่งผลให้ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารไทยพาณิชย์ ได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากคะแนนพื้นฐานเป็นคะแนนเต็ม ขณะที่ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทหารไทยธนชาต ได้คะแนนข้อนี้เป็นปีแรกจากการเปิดเผยว่าไม่ได้รับคำตัดสินทางภาษีใด ๆ จากหน่วยงานกำกับดูแลด้านภาษีในปีที่ผ่านมา

สำหรับสถาบันการเงินเฉพาะกิจ 3 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ได้คะแนนข้อ 4 เช่นกัน เนื่องจากได้รับการยกเว้นภาษีตามกฎหมาย

ธนาคารไทยพาณิชย์ และธนาคารทหารไทยธนชาต ได้คะแนนจากการเปิดเผยรายได้ กำไร อัตรากำลังพนักงาน เงินอุดหนุนจากรัฐ เงินภาษีที่จ่ายรัฐ และสินทรัพย์รวมสำหรับกิจการในทุกประเทศที่เปิดให้บริการ และรายงานในทางที่สอดคล้องกับงบการเงินรวม (ข้อ 1 - 3)

ขณะที่ธนาคารทิสโก้ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย เป็นธนาคารที่มีเฉพาะสาขาในประเทศไทย และเปิดเผยข้อมูลตามที่เกณฑ์กำหนด จึงได้คะแนนต่อเนื่องในข้อ 1 - 3 ด้วยเช่นกัน รวมทั้งได้คะแนนข้อ 5 ด้วย เนื่องจากไม่มีบริษัทในเครือ สาขา หรือบริษัทร่วมลงทุนใด ๆ ในเขตอำนาจศาล (jurisdiction) ที่ไม่มีภาษีเงินได้

ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงไทย และธนาคารกรุงศรีอยุธยา ได้คะแนนข้อ 1 จากการเปิดเผยข้อมูลที่สำคัญ ได้แก่ รายได้ กำไร อัตรากำลังพนักงาน เงินอุดหนุนจากรัฐ เงินภาษีที่จ่ายรัฐ และสินทรัพย์รวมสำหรับกิจการในแต่ละประเทศที่เปิดให้บริการ ไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของประเทศทั้งหมด และ/หรือไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยาได้คะแนนจากการเปิดเผยข้อมูลของกิจการ 3 ใน 4 ของประเทศที่เปิดให้บริการ ขณะที่ธนาคารกสิกรไทยและธนาคารกรุงไทยได้คะแนนจากการเปิดเผยข้อมูลของกิจการในไทยซึ่งมีรายได้มากกว่า 3 ใน 4 ของรายได้รวมทั้งหมด


หมวดภาษีประเมินตามเกณฑ์ประกอบด้วย 15 ข้อดังต่อไปนี้

หัวข้อต่อไปนี้ใช้ประเมินนโยบายระดับปฏิบัติการของสถาบันการเงิน

1. สถาบันการเงินรายงานรายได้ กำไร อัตรากำลังพนักงาน เงินอุดหนุนจากรัฐ และเงินภาษีที่จ่ายรัฐ สำหรับกิจการในแต่ละประเทศที่สถาบันเปิดให้บริการ ไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของประเทศทั้งหมด และ/หรือไม่ต่ำกว่า 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมด และรายงานในทางที่สอดคล้องกับงบการเงินรวม

2. สถาบันการเงินรายงานรายได้ กำไร อัตรากำลังพนักงาน เงินอุดหนุนจากรัฐ และเงินภาษีที่จ่ายรัฐ สำหรับกิจการในแต่ละประเทศที่สถาบันเปิดให้บริการ ครบทุกประเทศที่เปิดให้บริการ และรายงานในทางที่สอดคล้องกับงบการเงินรวม

3. สถาบันการเงินเปิดเผยข้อมูลสินทรัพย์รวมในทุกประเทศที่เปิดให้บริการ และรายงานในทางที่สอดคล้องกับงบการเงินรวม

4. สถาบันการเงินเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคำตัดสินทางภาษีที่เฉพาะเจาะจงระดับบริษัท ซึ่งองค์กรได้รับมาจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านภาษี

5. สถาบันการเงินไม่มีบริษัทในเครือ สาขา หรือบริษัทร่วมลงทุนใด ๆ ในเขตอำนาจศาล (jurisdiction) ที่ไม่มีภาษีเงินได้ หรือเก็บภาษีเงินได้ในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ หรือในเขตอำนาจศาลที่มีพฤติกรรมการเก็บภาษีธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสังคม ยกเว้นว่าสถาบันการเงินจะมีกิจกรรมทางธุรกิจจริง ๆ และได้กำไรจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นจริง ๆ

6. สถาบันการเงินไม่ให้บริการทางการเงินแก่บริษัทที่ตั้งอยู่ในเขตปลอดภาษี (tax haven) ยกเว้นว่าบริษัทนั้นๆ จะมีกิจกรรมทางธุรกิจจริง ๆ และได้กำไรจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในท้องถิ่นนั้นจริง ๆ

หัวข้อต่อไปนี้ใช้ประเมินนโยบายเกี่ยวกับบริษัทที่สถาบันการเงินลงทุนหรือให้การสนับสนุนทางการเงิน

7. บริษัทเผยแพร่โครงสร้างกลุ่มบริษัททั้งหมด รวมถึงองค์กรที่บริษัทมีอำนาจควบคุมทางอ้อมและร่วมกับองค์กรอื่น

8. บริษัทเผยแพร่คำอธิบายกิจกรรม ขอบเขตการงาน และเจ้าของที่แท้จริง (ultimate shareholder) ของกิจการในเครือ สาขา กิจการร่วมทุน หรือกิจการร่วมค้าที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาล (jurisdiction) ที่ไม่มีภาษีเงินได้ หรือเก็บภาษีเงินได้ในอัตราศูนย์เปอร์เซ็นต์ หรือในเขตอำนาจศาลที่มีพฤติกรรมการเก็บภาษีธุรกิจที่เป็นอันตรายต่อสังคม

9. บริษัทรายงานรายได้ กำไร อัตรากำลังพนักงาน เงินอุดหนุนจากรัฐ และเงินที่จ่ายรัฐ (เช่น ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, เงินค่าสัมปทาน และภาษีเงินได้ธุรกิจ) จากแต่ละประเทศที่บริษัทมีกิจการ ครบทุกประเทศที่บริษัทมีกิจการ

10. บริษัทจัดโครงสร้างกิจการระหว่างประเทศและธุรกรรมระหว่างประเทศในทางที่สะท้อนสาระทางเศรษฐกิจของกิจกรรมและธุรกรรมของบริษัท โดยไม่ผ่านขั้นตอนที่ทำไปเพื่อแสวงความได้เปรียบทางภาษีเป็นหลัก

11. บริษัทเผยแพร่ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับคำตัดสินทางภาษีที่เฉพาะเจาะจงระดับบริษัท ซึ่งบริษัทได้รับมาจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านภาษี

12. บริษัทเผยแพร่เท่าที่จะทำได้ตามกฎหมายและเป็นไปได้ (practical) คำตัดสินหรือคำระงับข้อพิพาท ซึ่งบริษัทหรือบริษัทในเครือเป็นฝ่ายเกี่ยวข้อง เกี่ยวกับข้อพิพาททางภาษี ไม่ว่าจะในชั้นศาลหรือชั้นอนุญาโตตุลาการก็ตาม

13. บริษัทมีระบบการบริหารจัดการซึ่งส่งผลทางปฏิบัติทันทีที่เกิดข้อสงสัยว่าพนักงานหรือคู่ค้าอาจช่วยหลบเลี่ยงภาษี

14. บริษัทบูรณาการหลักเกณฑ์ด้านภาษีเข้าไปในนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและนโยบายปฏิบัติการของบริษัท

15. บริษัทใส่หลักเกณฑ์ด้านภาษีเป็นเงื่อนไขในสัญญาที่ลงนามกับผู้รับเหมาช่วงและคู่ค้า