ผลการประเมินหมวดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ผลการประเมินหมวดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 1.10 คะแนน ในปี พ.ศ. 2567 เป็น 1.44 คะแนน ในปี พ.ศ. 2568 (เพิ่มขึ้น 0.34 คะแนน) โดยธนาคารส่วนใหญ่ (ยกเว้นธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ได้คะแนนในหมวดนี้

ธนาคารธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยได้คะแนนในหมวดนี้เป็นปีแรกจากการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร (ข้อ 1) อย่างไรก็ตาม ธนาคารกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ขององค์กร ภายในปี ค.ศ. 2065 ซึ่งไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ภายในปี ค.ศ. 2050 จึงได้คะแนนบางส่วน

ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ได้คะแนนในเกณฑ์ใหม่ ข้อ 10 จากการเปิดเผยนโยบายไม่ให้การสนับสนุนการการเงิน หรือไม่ลงทุน ในบริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจในการพัฒนาเหมืองถ่านหินสำหรับถลุงโลหะ (metallurgical coal) มากกว่าร้อยละ 20 ของกิจกรรมทั้งหมดของบริษัท ขณะที่ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารเกียรตินาคินภัทร ธนาคารทหารไทยธนชาต  และธนาคารออมสิน ได้คะแนนพื้นฐานในข้อนี้จากการประกาศไม่สนับสนุนทางการเงินเฉพาะกับกิจกรรมหรือโครงการเหมืองถ่านหินและ/หรือเหมืองถ่านหินใหม่
ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าได้นำข้อมูลการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาประกอบการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อโครงการ จึงได้คะแนนบางส่วนในข้อ 4 (ได้คะแนนเป็นปีแรก)

ธนาคารกสิกรไทย ประกาศไม่ให้การสนับสนุนสินเชื่อกับธุรกิจที่มีส่วนร่วมในการล็อบบี้ต่อต้านกฎระเบียบด้านสภาพภูมิอากาศ จึงได้คะแนนในข้อ 28 (ได้คะแนนเป็นปีแรก) (ธนาคารกรุงไทยได้คะแนนอยู่แล้ว) นอกจากนี้ ธนาคารกสิกรไทยเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่มีนโยบายไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่บริษัทที่มีรายได้จากธุรกิจทำเหมืองถ่านหินชนิดให้ความร้อนและโรงไฟฟ้าถ่านหินมากกว่าร้อยละ 20 (ข้อ 11-12) และยังเป็นธนาคารเพียงแห่งเดียวที่การประกาศไม่สนับสนุนสินเชื่อให้กับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการทำลายหรือบุกรุกระบบนิเวศที่สำคัญอย่างพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่กักเก็บคาร์บอนในระดับสูง (High-carbon Stock) (ข้อ 26)


 

หมวดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศประเมินตามเกณฑ์ประกอบด้วย 31 ข้อดังต่อไปนี้

หัวข้อต่อไปนี้สำคัญสำหรับนโยบายระดับปฏิบัติการของสถาบันการเงิน

1. สถาบันการเงินกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่สามารถวัดได้ ซึ่งสอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

 

หัวข้อต่อไปนี้สำคัญสำหรับนโยบายเกี่ยวกับการจัดการพอร์ตสินเชื่อและพอร์ตการลงทุนของสถาบันการเงิน

2. สถาบันการเงินเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และ 2 แบบสัมบูรณ์ (absolute) ที่เชื่อมโยงกับพอร์ตทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้การสนับสนุนทางการเงินหรือลงทุน(absolute) ที่เชื่อมโยงกับพอร์ตทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้การสนับสนุนทางการเงินหรือลงทุน

3. สถาบันการเงินเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 2 และ 3 แบบสัมบูรณ์ (absolute) ที่เชื่อมโยงกับพอร์ตทั้งหมดที่สถาบันการเงินให้การสนับสนุนทางการเงินหรือลงทุน

4. สำหรับสินเชื่อโครงการขนาดใหญ่ สถาบันการเงินประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมโดยใช้ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ (climate risks) เป็นข้อมูลประกอบการประเมิน

5. สถาบันการเงินกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่วัดได้แบบสัมบูรณ์ (absolute) ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว ที่สอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส สำหรับพอร์ตที่สถาบันการเงินให้การสนับสนุนหรือลงทุน

6. สถาบันการเงินกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพอร์ตสินเชื่อเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส
7. สถาบันการเงินวัดและเปิดเผยผลกระทบที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตาม IFRS S2 Climate-related Disclosures หรือตามแนวทางที่แนะนำโดย Task Force on Climate-related Financial Disclosures

 

หัวข้อต่อไปนี้สำคัญสำหรับนโยบายเกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล ของสถาบันการเงิน

8. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเหมืองถ่านหินชนิดให้ความร้อน (thermal coal) แห่งใหม่

9. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่

10. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาเหมืองถ่านหินสำหรับถลุงโลหะ (metallurgical coal)

11. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีธุรกิจเหมืองถ่านหินชนิดให้ความร้อน (thermal coal) มากกว่าร้อยละ 20 ของกิจกรรมทั้งหมดของบริษัท (เช่น วัดจากรายได้รวม)

12. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีธุรกิจโรงไฟฟ้าถ่านหิน มากกว่าร้อยละ 20 ของกิจกรรมทั้งหมดของบริษัท (เช่น วัดจากรายได้รวม)

13. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่ผลิตถ่านหินชนิดให้ความร้อน (thermal coal) มากกว่า 10 ล้านตันต่อปี และ/หรือมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินมากกว่า 5 กิกะวัตต์

14. สถาบันการเงินมีกลยุทธ์การยกเลิกการสนับสนุนถ่านหินที่มีกรอบเวลาชัดเจน และสอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

15. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุนอย่างสิ้นเชิง กับบริษัทที่มีธุรกิจถ่านหินชนิดให้ความร้อน (thermal coal) และ/หรือ ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากถ่านหิน

16. บริษัทที่มีส่วนร่วมในการสำรวจและพัฒนาแหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ จะไม่ได้รับการลงทุนและการสนับสนุนทางการเงิน

17. สถาบันการเงินมีกลยุทธ์การยกเลิกการสนับสนุนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่มีกรอบเวลาชัดเจน และสอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

18. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีธุรกิจการสกัดน้ำมันจากทรายน้ำมัน (tar sands)

19. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติคิดเป็นรายได้มากกว่าร้อยละ 30 ของรายได้รวมของบริษัท

20. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่ผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมากกว่าร้อยละ 30 ของปริมาณการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด

21. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุนอย่างสิ้นเชิง กับบริษัทที่มีธุรกิจขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และ/หรือการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล

หัวข้อต่อไปนี้สำคัญสำหรับนโยบายเกี่ยวกับบริษัทที่สถาบันการเงินลงทุนหรือให้การสนับสนุนทางการเงิน

22. บริษัทเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 2 และ 3

23. บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 2 และ 3 ซึ่งสอดคล้องกับการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

24. บริษัทรายงานการปล่อยมลพิษทางอากาศที่ถูกระบุว่าส่งผลกระทบสำคัญต่อสุขภาพของมนุษย์

25. บริษัทมีระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ทั้งในการดำเนินงานของตัวเองและห่วงโซ่อุปทาน เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีการตัดไม้ทำลายป่าและการทำให้ป่าเสื่อมโทรม

26. สถาบันการเงินจะไม่ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการเกษตรกรรมที่แปลงมาจากพื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าพรุ หรือพื้นที่อื่น ๆ ที่กักเก็บคาร์บอนในระดับสูง (high-carbon stock)

27. สถาบันการเงินไม่ให้การสนับสนุนทางการเงิน และไม่ลงทุน กับบริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ 1) การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากอาหารและอาหารสัตว์ และ 2) การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากอาหารและอาหารสัตว์ ที่มิได้ใช้วัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตหลัก

28. บริษัทไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการล็อบบี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม (พยายามส่งอิทธิพลต่อการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแล) ที่พุ่งเป้าไปยังการทำให้นโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอ่อนแอลง

29. บริษัทเปิดเผยข้อเรียกร้องภายใต้กลไกการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐกับเอกชน (ISDS) ทั้งหมดที่บริษัทฟ้องร้องรัฐบาล ซึ่งรวมถึงวัตถุประสงค์ในการเรียกร้อง และคำอธิบายว่าข้อเรียกร้องดังกล่าวเกี่ยวข้องกับนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของบริษัทอย่างไร

30. บริษัทบูรณาการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเข้าไปในนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและนโยบายปฏิบัติการของบริษัท

31. บริษัทใส่หลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเงื่อนไขในสัญญาที่ลงนามกับผู้รับเหมาช่วงและคู่ค้า