‘พื้นที่ชุ่มน้ำ’ ระบบนิเวศที่ถูกมองข้าม กับ ร่าง พ.ร.บ. ที่ควรได้ไปต่อ

13 พฤษภาคม 2569

ผู้เขียน ภัคเกษม ธงชัย 

หากลองหลับตาแล้วจินตนาการถึง ‘โครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ’ สิ่งแรกที่คุณเห็นคืออะไร? อาจเป็นเขื่อนขนาดมหึมา คันกั้นน้ำ คลองส่งน้ำ หรือโรงบำบัดน้ำเสียใช่หรือไม่? โครงสร้างสีเทา (grey infrastructure) ที่ทำจากคอนกรีตเหล่านี้ทำหน้าที่กักเก็บและเคลื่อนย้ายน้ำตามความต้องการของมนุษย์อย่างชัดเจน แต่หากย้อนเวลากลับไปหลายชั่วอายุคนก่อนที่สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะถูกสร้างขึ้น ระบบนิเวศของเราได้ทำหน้าที่ทั้งหมดนี้ให้เราแบบฟรีๆ มาโดยตลอด

แอนดรูว์ แอล. ไรเพล นักนิเวศวิทยาแหล่งน้ำ ได้วิเคราะห์ไว้ในบทความ Killing the Sponge (หรือแปลไทยว่า “การฆ่าฟองน้ำ”) (Andrew L. Rypel, ค.ศ. 2026) ว่า ลุ่มน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ราบลุ่มแม่น้ำ (floodplain) และดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำ (hydric soil) ทั้งหมดนี้รวมตัวกันเป็นเครือข่ายอันซับซ้อนที่คอยทำความสะอาดน้ำอย่างช้าๆ ก่อนจะค่อยๆ ปล่อยคืนสู่แม่น้ำอย่างเป็นธรรมชาติ สิ่งที่น่าประหลาดใจสำหรับคนส่วนใหญ่คือการได้เรียนรู้ว่า ก่อนที่มนุษย์จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง พื้นที่ส่วนใหญ่บนโลกเรานั้นเคยเปียกแฉะกว่าที่เห็นในปัจจุบันมาก ไม่ใช่เพียงแค่พื้นที่ริมตลิ่งหรือชายฝั่งเท่านั้น แต่หมายถึงพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาลของทวีป พื้นที่ชุ่มน้ำนับล้านไร่เคยทำหน้าที่เป็นปอดและไตให้กับโลกใบนี้ โดยมีคุณลักษณะเด่นที่เป็นหัวใจสำคัญคือ ‘เวลา’

ในระบบนิเวศเหล่านี้ น้ำไม่ได้ไหลบ่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว แต่มันอ้อยอิ่งและพักค้าง ระยะเวลาที่น้ำขังอยู่ (hydrologic residence time) อาจยาวนานเป็นปี เป็นทศวรรษ หรือสำหรับน้ำในชั้นดินลึกอาจนานเป็นศตวรรษ ความล่าช้านี้เองคือสูตรลับสู่ความสำเร็จทางนิเวศวิทยา เป็นซอสพิเศษที่ธรรมชาติปรุงแต่งขึ้นมาอย่างประณีต ในขณะที่น้ำกำลังถูกตุ๋นอยู่ในหม้อใบใหญ่เช่นพื้นที่ชุ่มน้ำ ช่วงเวลาเดียวกันนี้เองที่ชีวิตทางนิเวศวิทยาจะได้เบ่งบาน นกอพยพต้องการพื้นที่เหล่านี้ตลอดเส้นทางการบิน ปลาหลายชนิดใช้พื้นที่ชุ่มน้ำเป็นสถานีเติมพลังงาน เพื่อตุนพลังงานก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทะเล รวมถึงมนุษย์ที่เข้ามาหาอาหาร สมุนไพร และน้ำเพื่อการดำรงชีวิต ความเชื่อมโยงทั้งหมดนี้คือผลิตผลของเวลาที่น้ำมอบให้ ระบบชีวภาพที่มั่งคั่งและสมบูรณ์ที่สุดเกิดขึ้นเพราะ ‘น้ำที่ไหลช้า’ (slow water) ทว่าในปัจจุบันความรุ่มรวยทางธรรมชาติเหล่านี้กำลังตกอยู่ในวิกฤตจากการตีความการพัฒนาที่ผิดเพี้ยน โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ความเข้าใจเรื่องระบบน้ำในธรรมชาติถูกแทนที่ด้วยแนวคิดการระบายน้ำให้เร็วที่สุด และกักเก็บน้ำไว้ตามเขื่อนและฝายให้เยอะที่สุด ซึ่งเปรียบเสมือนการฆ่าฟองน้ำตามที่ไรเพลได้เตือนไว้

เมื่อวันที่ 23 และวันที่ 25 เมษายน 2569 ผมได้มีโอกาสไปร่วมพูดคุยเกี่ยวกับสถานะของ ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ที่ไม่ได้รับการพิจารณาต่อเนื่องจากการยุบสภาในปีที่ผ่านมา และได้นั่งฟังเสวนาเจาะลึกกรณี ‘เวียงหนองหล่ม’ พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญยิ่งในภาคเหนือ ข้อเท็จจริงที่น่าตกใจซึ่งผมค้นพบคือ สาเหตุที่เรายังไม่สามารถก้าวข้ามปัญหาการจัดการทรัพยากรไปได้ เป็นเพราะเรามักจะหาประโยชน์จากช่องว่างของคำจำกัดความทางกฎหมาย เพื่อสร้างความชอบธรรมในการทำลายระบบนิเวศผ่านคำว่า ‘การฟื้นฟู’ คำนี้ในประเทศไทยกลายเป็นดาบสองคมที่อันตราย เพราะการฟื้นฟูคือคำที่นำมาใช้บังหน้าโครงการซึ่งทำลายพื้นที่ชุ่มน้ำเสียเอง เพราะหากเราพิจารณา พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 จะพบว่า มาตรา 3 กำหนดให้การฟื้นฟูและการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมมนุษย์ที่สามารถกระทำต่อทรัพยากรน้ำได้ และในมาตรา 4 ได้มีการระบุไว้ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำถือเป็นส่วนหนึ่งของทรัพยากรน้ำสาธารณะ  แต่เมื่ออ่านรายละเอียดกฎหมายทั้งหมด เรากลับไม่พบนิยามที่ชัดเจนของคำว่าฟื้นฟู และความหมายของพื้นที่ชุ่มน้ำในเชิงนิเวศวิทยาเลยแม้แต่น้อย ความคลุมเครือนี้เองที่เปิดช่องให้มีการใช้งบประมาณภาษีของประชาชนไปในทางที่ผิด

การฟื้นฟูตามหลักการสากลมีนัยสำคัญที่ต่างกันอย่างชัดเจน คำว่า การฟื้นฟู (restoration) คือการทำให้สิ่งหนึ่งกลับสู่สภาพเดิม (former state) ให้มากที่สุด ทั้งโครงสร้างและกลไกการทำงาน ในขณะที่ การฟื้นฟูสมรรถภาพ (rehabilitation) คือการทำให้กลับสู่สภาพที่ดีหรือปกติหลังจากที่ทรุดโทรมลง เมื่อเรานำความหมายนี้มาสวมทับกับระบบนิเวศแม่น้ำหรือพื้นที่ชุ่มน้ำ การฟื้นฟูจึงหมายถึงการคืนกลไกการทำงานแบบธรรมชาติที่ "เชื่องช้าและมีความหลากหลาย" ไม่ใช่การเข้าไปทำความสะอาดให้สวยงามแบบสวนสาธารณะ (Holl, 2020)

 

ภาพ มุมมองแบบคลาสสิกของการฟื้นฟูระบบนิเวศ (ดัดแปลงจาก Holl, 2020 และ Bradshaw, 1984; ปรับปรุงองค์ประกอบภาพและคำแปลภาษาไทยโดย Gemini 3 Flash ตามการวิเคราะห์ของภัคเกษม ธงชัย)

 

 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยภายใต้โครงการที่อ้างว่าเป็นการฟื้นฟู กลับตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โครงการรัฐหลายแห่งมักเป็นการขุดลอกตะกอนดิน การทำกล่องหินเกเบี้ยน (กล่องกระชุหิน) การสร้างฝายคอนกรีตหรือประตูระบายน้ำ กิจกรรมเหล่านี้แท้จริงแล้วคือการเปลี่ยนสภาพระบบนิเวศให้กลายเป็นรางระบายน้ำ เปลี่ยนพื้นที่ชุ่มน้ำให้กลายเป็นอ่างน้ำไร้ชีวิต การขุดลอกทำลายหน้าดินที่อุดมสมบูรณ์ การใช้คอนกรีตและหินเกเบี้ยนเป็นการตัดขาดสายสัมพันธ์ระหว่างผืนน้ำและผืนดิน ทำให้หม้อเชิงนิเวศวิทยาใบใหญ่ของเราแตกสลาย น้ำที่เคยอ้อยอิ่งและพืชในพื้นที่ชุ่มน้ำที่คอยกรองของเสียและเติมน้ำใต้ดิน กลับถูกบังคับให้ไหลเร็วจนเกิดการกัดเซาะในพื้นที่ท้ายน้ำและทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำ กระบวนการที่รัฐเรียกว่าการฟื้นฟู แท้จริงแล้วส่วนใหญ่คือการใช้งบประมาณเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติที่ทำงานให้เราฟรีๆ มาเป็นล้านปี แลกกับสิ่งก่อสร้างที่เสื่อมสภาพได้ตามกาลเวลา

กรณีของพื้นที่ชุ่มน้ำเวียงหนองหล่ม รวมถึงลุ่มน้ำอื่นๆ เช่น แม่น้ำแควหนุมาน บึงทุ่งกะโล่ เป็นต้น คือตัวอย่างที่ชัดเจนของพื้นที่ชุ่มน้ำที่กำลังถูกคุกคามด้วยแนวคิดการจัดการน้ำเชิงวิศวกรรมที่ขาดความเข้าใจในเรื่องจริยธรรมแม่น้ำ (river ethics) (Wohl, ค.ศ. 2025) พื้นที่เหล่านี้เป็นที่รองรับน้ำตามธรรมชาติที่ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หากเรายังปล่อยให้คำว่าฟื้นฟูถูกใช้เป็นใบเบิกทางในการขุดลอกและเทคอนกรีต เราจะสูญเสียระบบฟองน้ำธรรมชาติไปอย่างถาวร การที่ ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ไม่ได้รับการพิจารณาต่อหรือถูกปล่อยให้หมดอายุไปตามวาระการเมือง ถือเป็นความเสี่ยงที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายฉบับนี้ควรจะเป็นเกราะป้องกันที่กำหนดนิยามให้ชัดเจนว่า อะไรคือพื้นที่ชุ่มน้ำ อะไรคือการฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ รวมถึงอะไรคือการทำลายทรัพยากรภายใต้นโยบายของรัฐ

ฉะนั้นความเสี่ยงของพื้นที่ชุ่มน้ำไทยในปัจจุบันไม่ได้มาจากปัจจัยภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่มาจาก ‘ความไม่รู้ว่าไม่รู้’ และ ‘การจงใจใช้ช่องว่างทางกฎหมาย’ เรากำลังเปลี่ยนพื้นที่ที่น้ำเคยทำหน้าที่เกื้อกูลสิ่งมีชีวิต ให้กลายเป็นพื้นที่ที่น้ำต้องรีบเดินทางผ่านไปให้เร็วที่สุด หรือทำลายให้กลายเป็นเพียงอ่างเก็บน้ำ ผลลัพธ์ที่ได้คือน้ำใต้ดินที่เคยอิ่มตัวก็แห้งขอดลง ระบบน้ำในลุ่มน้ำเปลี่ยนแปลง ยกตัวอย่างเช่นป่าชุ่มน้ำสตึงเตร็งที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนพลังงานไฟฟ้าด้านเหนือน้ำที่ปล่อยน้ำในปริมาณที่มากกว่าปกติในฤดูแล้ง และดักตะกอนบางส่วนไม่ให้ไหลลงมาจนทำให้ลำต้นของต้นลำแซง (Anogeissus rivularis) และต้นไม้อื่นๆ จมอยู่ใต้น้ำในช่วงหน้าแล้ง แทนที่จะมีช่วงเวลาให้ต้นไม้แห้งเพื่อเจริญเติบโตและยึดเกาะกับพื้นดินได้มากขึ้น ส่งผลให้ต้นไม้ล้มตายลงมากกว่าปกติ (Baird and Throne, ค.ศ. 2023) ความหลากหลายทางชีวภาพที่เคยเป็นความมั่นคงทางอาหารของชุมชนก็สูญสิ้นไป

การที่เราไม่มีกฎหมายพื้นที่ชุ่มน้ำมาบังคับใช้ ทำให้การปกป้องทรัพยากรเหล่านี้เป็นไปอย่างยากลำบาก ท่ามกลางกระแสการสร้างโครงสร้างพื้นฐานสีเทาเช่น เขื่อน อ่างเก็บน้ำ ที่รัฐพยายามผลักดันอย่างต่อเนื่อง โดยมองข้ามการบริการของระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำ ซึ่งมีความยั่งยืนและประหยัดงบประมาณในระยะยาวมากกว่า และหากระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นสูญเสียไป การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำให้กลับมานั้นย่อมใช้งบประมาณแผ่นดินมากกว่าการอนุรักษ์และปกป้องพื้นที่ชุ่มน้ำเหล่านี้ไว้ (Convention on Wetlands, ค.ศ. 2025)

เราต้องไม่ลืมหลักการสำคัญที่ว่า น้ำที่ไหลช้าคือผู้สร้างระบบชีวภาพที่มั่งคั่ง พื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่พื้นที่รกร้าง แต่เป็นระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนและมีค่ามหาศาล การที่เราจะปกป้องพื้นที่เหล่านี้ได้ เราจำเป็นต้องมีกฎหมายที่เข้าใจธรรมชาติของน้ำและสิ่งมีชีวิตอย่างแท้จริง ร่าง พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ จึงเป็นกฎหมายที่ควรนำกลับมาพิจารณาโดยเร็วที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำว่าฟื้นฟูจะไม่ถูกนำมาบิดเบือนเพื่อทำลายธรรมชาติอีกต่อไป การฟื้นฟูต้องหมายถึงการคืนชีวิต ไม่ใช่การถมด้วยหินและคอนกรีต

อย่างไรก็ดี ในทางกฎหมายหากเราไม่สามารถผลักดันให้เกิด พ.ร.บ. พื้นที่ชุ่มน้ำ ได้ในเร็ววัน อีกทางเลือกหนึ่งที่มีความเป็นไปได้และควรเร่งดำเนินการ คือการพิจารณาเพิ่มหมวดและมาตราที่ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำเข้าไปใน พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 โดยตรง เพื่อสร้างฐานที่มั่นทางกฎหมายที่รองรับสถานะของพื้นที่ชุ่มน้ำให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากการแก้ไขตัวบทกฎหมายแล้ว สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือการทำงานเชิงรุกเพื่อส่งเสริมนโยบายพื้นที่ชุ่มน้ำในทุกระดับ ตั้งแต่การสร้างมาตรการแก่พื้นที่ชุ่มน้ำ การใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาด (wise use of wetland) ตามที่ประเทศไทยรับรองอนุสัญญาแรมซาร์ว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำมา การกำหนดคำจำกัดความของคำว่าฟื้นฟูและอนุรักษ์ ให้มีความถูกต้องตามความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ (ecological Integrity) เพื่อไม่ให้คำเหล่านี้ถูกบิดเบือนไปเป็นใบเบิกทางในการทำลายธรรมชาติ

ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดฆ่าฟองน้ำและเริ่ม “ตามรอยทางโค้ง” (Following the Bend) ของธรรมชาติ นั่นคือการเริ่มสร้างความเข้าใจกับแม่น้ำและพื้นที่ชุ่มน้ำ เพื่อให้พื้นที่เหล่านี้กลับมาทำหน้าที่ปกป้องเราจากวิกฤตภูมิอากาศได้อย่างที่เคยทำมาตลอด เพราะความมั่นคงที่แท้จริงไม่ได้สร้างจากคอนกรีต แต่สร้างจากระบบนิเวศที่สมบูรณ์และสามารถฟื้นตัว (resilience)

ในฐานะที่เราประชาชนที่เสียเงินภาษี เราควรช่วยกันเป็นหูเป็นตาตรวจสอบโครงการรัฐที่อ้างการฟื้นฟูระบบนิเวศ เงินที่จ่ายไปไม่ควรถูกนำไปใช้เพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางธรรมชาติ พื้นที่ชุ่มน้ำคือมรดกที่ธรรมชาติมอบให้ และ ‘เวลา’ ที่น้ำพักค้างอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นคือหัวใจของความอุดมสมบูรณ์ที่เราต้องรักษาไว้ การรักษาพื้นที่ชุ่มน้ำไม่ใช่แค่การรักโลก แต่คือการรักษารากฐานชีวิตและความมั่นคงของมนุษย์ในโลกที่สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่เราต้องหยุดฆ่าฟองน้ำและเริ่มคืนชีวิตให้กับระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงเรามาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน


แหล่งข้อมูล

  • Wohl, E. (2025). Following the Bend: How to Read a River and Understand Its Nature. Princeton University Press.
  • Rypel, A. L. (2026). Killing the Sponge: The Silent End Of Our Wetlands. Tangled Nature. (https://substack.com/home/post/p-191713050)
  • Holl, K. D. (2020). Primer of Ecological Restoration. Island Press.
  • A.D. Bradshaw, Ecological principles and land reclamation practice, Landscape Planning, Volume 11, Issue 1, 1984,Pages 35-48, ISSN 0304-3924, https://doi.org/10.1016/0304-3924(84)90016-9.
  • Convention on Wetlands (2025) Global Wetland Outlook 2025: Valuing, conserving, restoring and financing wetlands. Gland, Switzerland: Secretariat of the Convention on Wetlands. DOI: 10.69556/GWO-2025-eng.
  • Baird, I. G., & Thorne, M. A. S. (2023). The downstream impacts of dams on the seasonally flooded riverine forests of the Mekong River in northeastern Cambodia. South East Asia Research, 31(4), 377–399.  https://doi.org/10.1080/0967828X.2023.2243584