‘วิกฤติขยะและทรัพยากร’ ความจำเป็นที่ต้องมีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียน

12 พฤษภาคม 2569

ผู้เขียน ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤติขยะที่มีมิติซับซ้อนและส่งผลกระทบในหลายระดับ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ ปี 2567 ระบุว่า ประเทศไทยสร้างขยะมูลฝอยสูงถึง 27–28 ล้านตันต่อปี ในจำนวนนี้เป็นขยะพลาสติกราว 2.76 ล้านตัน และขยะอาหารอีกราว 10 ล้านตัน โดยอัตราการนำกลับมาใช้ประโยชน์ยังอยู่ในระดับต่ำที่ 39%  นอกจากนี้ ยังมีกากอุตสาหกรรมอีกกว่า 24.39 ล้านตันต่อปี ขยะอิเล็กทรอนิกส์และขยะอันตรายชุมชนอีกราว 7 แสนตัน อีกทั้งมีงานวิจัยที่ประเมินปริมาณรถยนต์เก่าสะสมในประเทศกว่า 3.2 ล้านคัน และยางรถยนต์ใช้แล้วอีกกว่า 440,000 ตันต่อปีที่ยังไม่มีระบบการจัดการอย่างถูกต้อง และสะท้อนความสูญเสียของโอกาสในการนำทรัพยากร เช่น แร่ โลหะที่อยู่ในซากผลิตภัณฑ์กลับมาหมุนเวียนใช้ประโยชน์ใหม่

ที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่ง คือ ขยะมูลฝอยหลังการบริโภค กว่า 55% ถูกนำไปกำจัดด้วยการฝังกลบและการเผา ทั่วประเทศมีสถานที่กำจัดมูลฝอย จำนวน 2,057 แห่ง แต่กลับพบว่ามีเพียง 6% เท่านั้นที่กำจัดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการ   ส่งผลให้ประเทศไทยสูญเสียทรัพยากรมหาศาลและก่อมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางเศรษฐกิจจากการละเลยปัญหานี้มีมูลค่าสูง งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ซึ่งอ้างอิงในรายงานของกรมควบคุมมลพิษประเมินว่า ความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจจากการกำจัดขยะที่ไม่ถูกต้องจะสูงถึง 387,000 ล้านบาท และต้องใช้งบประมาณฟื้นฟูอีกกว่า 114,000 ล้านบาท  ในขณะที่กองทุนสิ่งแวดล้อมมีงบประมาณเพียง 873 ล้านบาทเท่านั้น

ปัญหายิ่งทวีความรุนแรงเมื่อพิจารณามิติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในระดับต้นน้ำ การถลุงแร่ธาตุและการผลิตพลาสติกมีส่วนทำให้เกิดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณมาก ในปี 2562 การผลิตพลาสติกขั้นต้นทั่วโลกได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2.24 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (Gt CO₂e) คิดเป็น 5.3% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก (ไม่รวมภาคเกษตรและการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดิน) การปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนใหญ่เกิดขึ้นตั้งแต่ขั้นตอนการผลิตวัตถุดิบ (feedstock) ไม่ใช่เพียงการใช้ไฟฟ้า/พลังงานในกระบวนการโพลิเมอไรเซชัน แสดงว่าปัญหาพลาสติกไม่ใช่แค่ขยะ แต่เป็นประเด็นด้านภูมิอากาศ  ในขณะที่ขยะอาหารที่เกิดขึ้นกว่า 10 ล้านตันยังเป็นต้นตอของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ก๊าซมีเทน) ที่สถานฝังกลบอีกด้วย

ในมิติของการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ข้อมูลเปรียบเทียบชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยมีผลิตภาพการใช้ทรัพยากรอยู่ที่ 1.3 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ซึ่งต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ โดยญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และมาเลเซียมีผลิตภาพการใช้ทรัพยากรอยู่ที่ 4.2, 3.2, และ 1.6 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัมตามลำดับ  ขณะที่การบริโภควัตถุดิบต่อหัวของไทยยังเพิ่มขึ้นจาก 6.7 ตันต่อคนในปี 2543 เป็น 11.7 ตันต่อคนในปี 2562 หรือเพิ่มขึ้นถึง 73% ในเวลาเพียง 20 ปี   อีกทั้งปัญหาสงครามในตะวันออกกลางล่าสุดในปี 2569 ยิ่งตอกย้ำความเปราะบางของโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจากการพึ่งพิงการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อการผลิตพลาสติกของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

นอกจากนี้ มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (Carbon Border Adjustment Mechanism: CBAM) ระเบียบว่าด้วยบรรจุภัณฑ์และของเสียจากบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Packaging Waste Regulation: PPWR) และกฎระเบียบการออกแบบเพื่อผลิตภัณฑ์ที่ยั่งยืน (Ecodesign for Sustainable Products Regulation: ESPR) ของสหภาพยุโรปกำลังสร้างแรงกดดันต่อการส่งออกสินค้าของไทยที่ยังพึ่งพาวัตถุดิบปฐมภูมิสูง หากไทยไม่เร่งปรับตัว ความเสียเปรียบทางการค้าจะเป็นวิกฤติทางเศรษฐกิจที่มาซ้ำเติมกับวิกฤติสิ่งแวดล้อมในประเทศ  

 

ที่ผ่านมาภาครัฐและภาคเอกชนการดำเนินงานอย่างไรบ้าง?

รัฐบาลไทยมิได้นิ่งเฉยต่อวิกฤตินี้ ที่ผ่านมามีความพยายามหลายประการทั้งในระดับนโยบายและกลไกสถาบัน อาทิ การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการว่าด้วยโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Bio-Circular-Green Economy: BCG) สาขาเศรษฐกิจหมุนเวียน ภายใต้คณะกรรมการ BCG การจัดทำแผนปฏิบัติการเศรษฐกิจหมุนเวียน การจัดทำแผนแม่บทจัดการขยะแห่งชาติ แผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติก ระยะที่ 1 และระยะที่ 2 อีกทั้งยังมีแผนปฏิบัติด้านการจัดการขยะอาหาร ระยะที่ 1 ด้วย  

ในภาคเอกชน บริษัทชั้นนำหลายแห่งประกาศเจตนารมณ์ด้านความยั่งยืนทั้งการใช้บรรจุภัณฑ์รีไซเคิล โครงการรับคืนผลิตภัณฑ์ และการลดการใช้พลาสติกครั้งเดียว ขณะที่ผู้รีไซเคิลรายย่อยเช่นซาเล้งและร้านของเก่า ยังคงทำหน้าที่เป็นแกนหลักในการหมุนเวียนวัสดุในระดับชุมชน อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ที่ได้ยังห่างไกลจากเป้าหมาย นโยบาย BCG เป็นเพียงวาระแห่งชาติและเลือนหายไปเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลและขั้วการเมือง แผนปฏิบัติการต่างๆ ไม่มีกฎหมายรองรับทำให้ขาดสภาพบังคับ อีกทั้งยังขาดการขับเคลื่อนเชิงบูรณาการ หน่วยงานรัฐแต่ละกระทรวงมีมุมมองและการตีความเศรษฐกิจหมุนเวียนต่างกันไป

 

จุดอ่อนเชิงโครงสร้าง: รากเหง้าที่ยังไม่ถูกแก้ไข

ความล้มเหลวของนโยบายที่ผ่านมาอาจไม่ได้มาจากความบกพร่องของผู้ปฏิบัติ หากแต่เป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝังรากในระบบ ซึ่งประกอบด้วย 4 ประการสำคัญ

1. ระบบเศรษฐกิจเชิงเส้น (linear economy) ยังครองอำนาจ

โครงสร้างเชิงสถาบันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย กฎ ระเบียบ เกณฑ์ ค่านิยม หรือบรรทัดฐาน ล้วนถูกสร้างขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในรูปแบบ 'ผลิต–ใช้–ทิ้ง' ต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมและสังคมจากการผลิตและการบริโภคยังไม่ถูกสะท้อนในราคาสินค้า ทำให้วัตถุดิบปฐมภูมิมีราคาถูกกว่าวัสดุรีไซเคิล ส่งเสริมให้เกิดการผลิตแบบใช้ทรัพยากรใหม่อยู่ตลอดเวลา

2. ภาระการจัดการขยะไม่เป็นธรรม

กฎหมายปัจจุบันโยนภาระในการเก็บขนและกำจัดขยะให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทำให้ต้องใช้งบประมาณมากกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี  ในการเก็บขนและกำจัดขยะ ในขณะที่ผู้ผลิตและผู้นำเข้าซึ่งเป็นต้นทางของปัญหาไม่ต้องรับผิดชอบต้นทุนการจัดการสินค้าและบรรจุภัณฑ์แต่อย่างใด แม้จะมีความพยายามในการส่งเสริมการคัดแยกขยะไปรีไซเคิล แต่ตราบใดที่ผู้ผลิตสินค้าไม่ได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อขยะที่เกิดขึ้น ก็จะไม่มีแรงจูงใจให้ต้องปรับเปลี่ยนการออกแบบสินค้าและบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลได้ง่ายหรือใช้ซ้ำได้ ประชาชนที่พยายามแยกขยะจึงพบว่ามีของใช้จำนวนมากที่รีไซเคิลไม่ได้ มิหนำซ้ำสินค้าที่ควรมีอายุการใช้งานคงทนยาวนาน เช่น โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า กลับพบว่ามีอายุการใช้งานสั้นลง พังง่าย และซ่อมแซมได้ยากหรือซื้อใหม่คุ้มกว่าจ่ายค่าซ่อม ทำให้ผู้บริโภคต้องเสียเงินในการซื้อสินค้ามากกว่าที่ควรจะเป็น อีกทั้งยังเสี่ยงกับสารเคมีที่แฝงมากับสินค้าราคาถูกโดยเฉพาะอย่างยิ่งของใช้ในครัวเรือนและเสื้อผ้าที่ผลิตแบบ fast fashion  

3. ช่องว่างและความขัดแย้งของกฎหมาย

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับการป้องกันไม่ให้เกิดขยะตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบและการผลิต กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสินค้าส่วนใหญ่เน้นการควบคุมคุณภาพเพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภคเป็นสำคัญ มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อความยั่งยืนในมิติสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร ส่วนกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการขยะยังเน้นมาตรการปลายทางที่มุ่งจัดการเมื่อของใช้กลายเป็นขยะแล้ว ในขณะที่ต่างประเทศมุ่งเน้นการจัดการตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์โดยกำหนดบทบาทหน้าที่ของผู้ผลิตเข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนผลิตขึ้นตามหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต (Extended Producer Responsibility: EPR)

 

ต้องแก้ทั้งระบบ: เหตุใดจึงต้องมีกฎหมายเชิงปฏิรูป

ประสบการณ์จากหลายประเทศที่ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ล้วนชี้ให้เห็นบทเรียนร่วมกันประการหนึ่ง คือ 'กฎหมาย' เป็นปัจจัยส่งผลต่อความสำเร็จที่ขาดไม่ได้ ซึ่งทำหน้าที่กำหนดกติกาใหม่สำหรับทั้งระบบเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงมาตรการแยกส่วน การรณรงค์ หรือความสมัครใจ

สหภาพยุโรปเป็นผู้นำแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ยกระดับและแปลงเป็นกฎระเบียบข้อบังคับได้ผ่านการยกเครื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและบริโภคสินค้าและบรรจุภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบตเตอรี่ รถยนต์ ฯลฯ ให้ทุกประเทศต้องมีมาตรการที่เข้มข้นและสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้นเพื่อลดการถลุงทรัพยากรธรรมชาติ และพยายามทุกวิถีทางที่จะทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคลดการใช้ของที่ฟุ่มเฟือย รวมถึงหาทางนำของที่ผลิตมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าให้มากที่สุดตามหลักการลำดับขั้นของการจัดการขยะและทรัพยากร (waste hierarchy) เน้นการป้องกัน การลดและใช้ซ้ำก่อนการรีไซเคิลและการแปลงพลังงาน

ฝรั่งเศสออกกฎหมาย Loi AGEC (2020) ซึ่งปฏิรูปเชิงระบบสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างครอบคลุม เยอรมนีมีพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียนและของเสีย (KrWG) ตั้งแต่ปี 2555 ญี่ปุ่นมีกฎหมาย Basic Act for Establishing a Sound Material-Cycle Society ตั้งแต่ปี 2543 จีนออกกฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy Promotion Law) ตั้งแต่ปี 2551 แม้แต่ประเทศในอาเซียน สิงคโปร์ เวียดนามและฟิลิปปินส์ได้ออกกฎหมายที่สอดคล้องกับหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนและหลักการขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตแล้วเช่นกัน ส่วนมาเลเซียอยู่ระหว่างการจัดทำร่างกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนซึ่งคาดว่าจะประกาศใช้ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) นี้

แม้กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนในแต่ละประเทศมีขอบเขตการดำเนินการและจุดเน้นที่แตกต่างกัน แต่กฎหมายเหล่านี้ล้วนเป็นกฎหมายที่บูรณาการทุกมาตรการภายใต้ฐานคิดเดียวกัน คือ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนตามหลักการลำดับขั้นของการจัดการขยะและทรัพยากร

สำหรับไทย การมีกฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นการเฉพาะมีความจำเป็นด้วยเหตุผลสำคัญ 3 ประการ ประการแรก กฎหมายจะสร้างกลไกขับเคลื่อนระหว่างกระทรวงที่มีเป้าหมาย แผนการทำงาน และตัวชี้วัดที่ชัดเจน ทำให้เกิดเอกภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน ประการที่สอง กฎหมายจะทำให้เกิดเครื่องมือและมาตรการส่งเสริมเชิงรุกมากขึ้นทั้งในฝั่งผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค ประการที่สาม กฎหมายจะสร้างสนามการแข่งขันทางธุรกิจที่เป็นธรรม ป้องกันไม่ให้ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามหลักการยั่งยืนถูกเอาเปรียบโดยคู่แข่งที่ยังทำลายสิ่งแวดล้อม กฎหมายเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงมิใช่เพียงกฎหมายว่าด้วยการจัดการขยะที่ปลายทาง แต่คือกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจทรัพยากรของประเทศทั้งระบบ ทั้งนี้ ธนาคารโลก (2024) คาดการณ์ว่าหากไทยปรับเปลี่ยนสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างเป็นรูปธรรม จะสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเทียบเท่าร้อยละ 1 ของ GDP และสร้างงานได้ประมาณ 160,000 ตำแหน่ง

 

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียน ฉบับประชาชน

ด้วยความตระหนักถึงช่องว่างของโครงสร้างทางกฎหมายและกลไกเชิงสถาบัน สถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงได้ศึกษาวิจัยและจัดทำร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับประชาชนขึ้น ร่วมกับภาคีเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน (Thailand Circular Economy) กว่า 28 องค์กรเพื่อผลักดันให้ประเทศไทยมีกฎหมายที่สอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับสากลและมีมาตรการทางกฎหมายและกลไกเชิงสถาบันที่มีประสิทธิภาพที่จะขับเคลื่อนสังคมไทยไปสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนได้อย่างเป็นรูปธรรม

ร่าง พ.ร.บ. เศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับประชาชนนี้ผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทั่วไปถึง 97.2% จากผลสำรวจ 106 รายในช่วงเดือนมีนาคม–เมษายน 2569

กฎหมายนี้นำหลักลำดับขั้นการจัดการขยะมาบัญญัติไว้โดยตรง ครอบคลุม 5 ลำดับ ได้แก่ (1) การป้องกันการเกิดขยะและการลดการใช้ทรัพยากร (2) การนำกลับมาใช้ซ้ำ (3) การแปรใช้ใหม่ (4) การนำไปใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น รวมถึงพลังงาน และ (5) การกำจัดขั้นสุดท้ายเป็นทางเลือกสุดท้ายเท่านั้น กฎหมายจึงออกแบบให้สังคมไทยเคลื่อนขึ้นสู่ระดับบนของลำดับชั้นนี้โดยสร้างแรงจูงใจและบทบังคับที่สอดคล้องกัน

กฎหมายฉบับนี้มีสาระสำคัญ 7 มิติ ดังนี้

มิติที่ 1: โครงสร้างธรรมาภิบาลและแผนแม่บท จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจหมุนเวียนแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรัฐมนตรีรักษาการ 6 กระทรวงร่วมเป็นกรรมการ เพื่อบูรณาการการทำงานระหว่างกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงการอุดมศึกษาฯ พร้อมจัดทำแผนแม่บทการจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน (วงรอบ 6 ปี) และแผนจัดการขยะและทรัพยากรระดับจังหวัด (วงรอบ 5 ปี) ครอบคลุม 6 กลุ่มผลิตภัณฑ์เป้าหมาย

มิติที่ 2: โครงสร้างพื้นฐานข้อมูล (Digital Backbone) จัดตั้งแพลตฟอร์มเศรษฐกิจหมุนเวียนดิจิทัลแห่งชาติ (National CE Digital Platform) ประกอบด้วยหนังสือเดินทางผลิตภัณฑ์ดิจิทัล (Digital Product Passport: DPP) ที่ติดตามข้อมูลวัสดุ ส่วนประกอบ และสารเคมีตลอดวัฏจักรชีวิต ฐานข้อมูล EPR สำหรับการขึ้นทะเบียนและรายงานผลของผู้ผลิต/ผู้นำเข้า ระบบสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ และการสนับสนุนความโปร่งใสผ่านระบบตรวจสอบย้อนกลับสำหรับผู้บริโภคและการส่งออก การมี DPP ยังอาจเป็นเงื่อนไขในการได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหรือเงินสนับสนุนจากกองทุนด้วย

มิติที่ 3: การลดจากต้นทางและสิทธิผู้บริโภค กำหนดให้ห้ามผลิตและจำหน่ายสินค้าที่จงใจให้มีอายุสั้นกว่าการรับประกัน (planned obsolescence) ห้ามวัตถุใช้ครั้งเดียวที่ย่อยสลายยากหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพ รับรองสิทธิในการซ่อมแซม (right to repair) โดยกำหนดให้ผู้ผลิตต้องจัดหาอะไหล่และข้อมูลทางเทคนิคเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 10 ปีหลังการจำหน่าย และรับรองสิทธิปฏิเสธบรรจุภัณฑ์ (right to refuse packaging) โดยให้ผู้ประกอบธุรกิจต้องจัดให้มีทางเลือกไม่รับบรรจุภัณฑ์หรือมีบริการเติม (Refill)  

มิติที่ 4: การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิต กำหนดให้ผู้ผลิตและผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์เป้าหมาย 7 ประเภท ได้แก่ บรรจุภัณฑ์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ (WEEE) ยานยนต์ (ELV) ยางรถยนต์ แบตเตอรี่ EV อุปกรณ์ประมง และโซลาร์เซลล์ ต้องขึ้นทะเบียนในแพลตฟอร์มดิจิทัล จัดทำแผนรับคืน จัดเก็บ นำกลับมาใช้ซ้ำหรือแปรใช้ใหม่ โดยสามารถรวมกลุ่มตั้งองค์กรรับผิดชอบจัดการบรรจุภัณฑ์/ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ใช้แล้ว (PROs) ดำเนินการแทนได้ และมีระบบ eco-modulation fee ที่กำหนดค่าธรรมเนียมแบบแปรผันเพื่อจูงใจการออกแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

มิติที่ 5: การปฏิวัติระบบการจัดการขยะอาหาร เปลี่ยนกรอบความคิดจาก 'อาหารส่วนเกิน' ที่เป็นภาระงบประมาณกำจัด ให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีค่า โดยสนับสนุนการจัดตั้งองค์กรจัดการอาหารส่วนเกิน (Food Surplus Organizations) ที่ได้รับอนุญาตด้านสุขอนามัยเพื่อรับมอบและส่งต่ออาหารเพื่อการบริโภคของมนุษย์อย่างปลอดภัย ปลดล็อกข้อจำกัดทางภาษีเพื่อไม่ให้การบริจาคอาหารส่วนเกินเสียเปรียบกว่าการทิ้ง บังคับผู้ประกอบการรายใหญ่ให้บริหารจัดการเพื่อป้องกันการเกิดอาหารส่วนเกิน และให้อำนาจ อปท. ใช้หลักการจ่ายค่าขยะตามปริมาณที่ทิ้ง (pay-as-you-throw) เพื่อกระตุ้นการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง

มิติที่ 6: กลไกทางเศรษฐศาสตร์และกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน ออกแบบกลไกทางการเงินแบบครบวงจรผ่านกองทุนเศรษฐกิจหมุนเวียน (นิติบุคคลอิสระ ไม่ต้องส่งรายได้แผ่นดิน) โดยมีรายได้หลักจากเงินสมทบจากวัตถุใช้ครั้งเดียวและเงินมัดจำที่ไม่มีผู้ขอคืนจากระบบมัดจำคืนเงินบรรจุภัณฑ์ (deposit return system: DRS) เงินกองทุนจะนำไปสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐาน ศูนย์ล้าง ธุรกิจ Refill ธุรกิจบริการให้เช่าสินค้า ซ่อมแซมและการแปรใช้ใหม่

มิติที่ 7: พื้นที่คุ้มครองพิเศษเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน  ให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมประกาศพื้นที่ที่มีปัญหาขยะท่องเที่ยวสูงหรือเสี่ยงต่อการรั่วไหลของมลพิษสู่สิ่งแวดล้อมเป็นพื้นที่คุ้มครองพิเศษ มีมาตรการควบคุมวัตถุใช้ครั้งเดียวอย่างเข้มงวด จัดเก็บค่าธรรมเนียมการจัดการขยะจากการท่องเที่ยวมาสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการของพื้นที่เฉพาะได้  

ผลการสำรวจความคิดเห็นสาธารณะที่ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม–เมษายน 2569 ชี้ให้เห็นว่า แม้ประชาชนกว่า 65% จะยังไม่เคยรับรู้หรือทราบรายละเอียดของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้มาก่อน แต่คะแนนสนับสนุนหลักการโดยรวมยังคงสูงถึง 4.84 จากคะแนนเต็ม 5 และมีผู้สนับสนุนถึง 97.2% ข้อมูลนี้บ่งบอกว่าปัญหาที่กฎหมายฉบับนี้มุ่งแก้ไขนั้นตรงกับความรู้สึกนึกคิดและความต้องการของประชาชน

ผู้เขียนขอเรียกร้องให้ทุกภาคส่วนร่วมกันผลักดันร่างพระราชบัญญัติเศรษฐกิจหมุนเวียนฉบับประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ โดยขอให้

  • ประชาชนทั่วไป: ศึกษาร่าง พ.ร.บ.  ร่วมลงชื่อสนับสนุนและแสดงความคิดเห็น
  • นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ: ร่วมให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ และเผยแพร่ความรู้เพื่อยกระดับคุณภาพกฎหมาย
  • ภาคธุรกิจ: มองกฎหมายฉบับนี้เป็นโอกาส ไม่ใช่ภาระ เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนเร็วกว่าคู่แข่งคือความได้เปรียบในตลาดโลก
  • องค์กรภาคประชาสังคม: ร่วมเป็นเครือข่ายภาคีในการรณรงค์และติดตามผลการบังคับใช้
  • ผู้กำหนดนโยบายและนักการเมือง: รับฟังเสียงของประชาชนและเร่งผลักดันร่าง พ.ร.บ. นี้เข้าสู่กระบวนการนิติบัญญัติ

ประเทศไทยมีโอกาสอยู่ตรงหน้าที่จะเปลี่ยนจากประเทศที่ติดอับดับ Top 10 ที่ทิ้งขยะพลาสติกลงทะเลมากที่สุดในโลก ให้กลายเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในภูมิภาคอาเซียน โอกาสนี้จะเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อเราลงมือทำ ไม่ใช่แค่รอ

เพราะวิกฤตินี้ ต้องแก้ที่ระบบ — และเวลานี้คือเวลาที่ต้องลงมือ

 

กิตติกรรมประกาศ

บทความนี้สรุปมาจากผลการศึกษาของโครงการการพัฒนากฎหมายส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและกฎหมายการจัดการอาหารส่วนเกินและขยะอาหารซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

 


แหล่งข้อมูล

  • กรมควบคุมมลพิษ (2568). รายงานสถานการณ์มลพิษของประเทศไทย ปี 2567.   
  • สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (2568). แผนปฏิบัติการระยะยาวกองทุนสิ่งแวดล้อม ปีงบประมาณ พ.ศ. 2566-2570 (ฉบับทบทวน ปีงบประมาณ พ.ศ2569) และแผนปฏิบัติงานกองทุนสิ่งแวดล้อม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569. https://envfund.onep.go.th/book/long-termplan-2569/
  • Karali, Nihan; Khanna, Nina; Shah, Nihar (2024). Climate Impact of Primary Plastic Production. Berkeley, CA: Lawrence Berkeley National Laboratory (LBNL) — Report LBNL-2001585, April. 
    LBL ETA Publications, URL (PDF): https://eta-publications.lbl.gov/sites/default/files/climate_and_plastic_report_final.pdf 
  • สอวช. (2565) กรอบนโยบายนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน: วิสัยทัศน์ พ.ศ. 2573
  • ADB Key Indicators Database, Material Footprint, Per Capita. https://kidb.adb.org/