‘พ.ร.บ.อากาศสะอาด’ ภารกิจกู้ระเบิดเวลาของสังคมไทย
ผู้เขียน รศ.ดร.คนึงนิจ ศรีบัวเอี่ยม, ผศ.ธนาชัย สุนทรอนันตชัย, และ นายดนัยภัทร โภควณิช
“คนไทยทุกคนกำลังนั่งอยู่บนระเบิดเวลาที่สามารถปะทุได้ทุกเมื่อ”
คำกล่าวนี้ไม่ได้เป็นการกล่าวเกินจริง แต่เป็นความจริงที่กำลังปรากฏขึ้นในสังคมไทยมายาวนานหลายสิบปี โดยเฉพาะเมื่อพูดถึงปัญหามลพิษทางอากาศหรือปัญหาฝุ่นพิษ PM2.5 ที่กำลังเกาะกินชีวิตและสุขภาพของคนไทยรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีทีท่าจะบรรเทาลง ไม่ว่าจะมาจากแหล่งกำเนิดมลพิษใดก็ตาม ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคยานพาหนะ ภาคการเผาในที่โล่งเพื่อทำการเกษตร ภาคไฟป่า ภาคเมือง รวมถึงภาคฝุ่นควันพิษข้ามแดน (ซึ่งพัวพันกับกลุ่มทุนอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ขนาดใหญ่ข้ามชาติ) ปัญหาไฟป่าที่ทำให้เกิดหมอกควันฟุ้งกระจายปกคลุมทั่วเชียงใหม่ เป็นตัวอย่างหนึ่งของระเบิดเวลาที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อพื้นที่ภาคเหนือเท่านั้น หากยังส่งผลกระทบแพร่กระจายไปทั่วประเทศ เพราะฝุ่นควันพิษนั้นไร้พรมแดน คนไทยทุกคนต่างได้รับผลกระทบเสมอหน้ากัน ไม่ว่ายากดีมีจน หรือจะอยู่ขั้วการเมืองใดก็ตาม ปัญหาฝุ่นจึงไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาของคนภาคใดภาคหนึ่งแต่เป็นปัญหาของ ‘ทุกคน’ ที่ต้องรับผิดชอบและแสวงหาทางออกร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ นักการเมือง ผู้ประกอบการ หรือเป็นประชาชน เราทุกคนล้วนกำลังนั่งอยู่บน ‘ระเบิดเวลา’ ลูกเดียวกัน

ในทางวิชาการปัญหาฝุ่นควันของไทยเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่อยู่ใต้ภูเขาน้ำแข็ง ซึ่งมุ่งเน้นกระบวนทัศน์การพัฒนาของรัฐที่ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจมากกว่าผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน กล่าวโดยสรุป สาเหตุหลักของปัญหา คือ สภาวะกฎหมายเบี้ยหัวแตกที่ไร้เจ้าภาพ กระจัดกระจายไปตามกระทรวงต่างๆ ที่แยกส่วนกันทำงานแบบแยกส่วน (silo) แม้เราจะมีพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เป็นกฎหมายหลักด้านการจัดการมลพิษทุกประเภทมานานแล้ว แต่กลับไร้เขี้ยวเล็บในการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ มุ่งจัดการแต่ปัญหาที่ปลายเหตุ และที่สำคัญไปกว่านั้น ประเทศไทยมักออกกฎหมายโดยเอา ‘อำนาจรัฐ’ เป็นฐาน แต่น้อยมาก (หรือไม่มีเลย) ที่จะเอา ‘สิทธิมนุษยชน’ หรือ ‘สิทธิของประชาชน’ เป็นสารตั้งต้นของกฎหมาย อันก่อให้เกิดหน้าที่ของรัฐตามมา
ปัญหาสารพัดข้างต้น นำมาสู่การขับเคลื่อนภาคพลเมืองครั้งใหญ่เพื่อกู้ระเบิดเวลา โดยมีแกนหลัก คือ เครือข่ายอากาศสะอาดประเทศไทย (Thailand Clean Air Network) (ปัจจุบันจดทะเบียนจัดตั้งเป็น “สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ”) และภาคีเครือข่าย ซึ่งได้ยกร่างและเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดฉบับประชาชนเข้าชื่อ” (ร่าง พ.ร.บ.กำกับดูแลการจัดการอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพแบบบูรณาการ) ต่อรัฐสภา และต่อมาได้หลอมรวมกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดของพรรคการเมืองและรัฐบาล รวม 7 ฉบับ ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของสภาผู้แทนราษฎรในชื่อว่า “ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ....” (ขอเรียกย่อๆ ว่า “ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด”) ดังจะได้กล่าวต่อไป
กรอบความคิด และนวัตกรรมทางกฎหมายของร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด
ภารกิจกู้ระเบิดเวลาฝุ่นพิษของสังคมไทยจะประสบความสำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการออกแบบ พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ไม่ใช่แค่กฎหมายหน้าปกสวยหรูดูดี แต่ไส้ในกลวงเปล่า ไร้อาวุธที่จะต่อกร ซ้ำร้ายยังกลายสภาพเป็นกฎหมายฟอกเขียวให้กับกลุ่มทุนใหญ่บางกลุ่มไปเสียอีก การออกแบบกฎหมายอากาศสะอาดจึงต้องเป็นทั้งกฎหมายเชิงปฏิรูปและกฎหมายเชิงนวัตกรรม โดยตั้งอยู่บนฐานคิดของสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมและออกแบบนวัตกรรมทางกฎหมายที่สอดคล้องกับบริบทของปัญหา ทั้งในระดับประเทศและพื้นที่ต่างๆ เพื่อก้าวข้ามจากการจัดการมลพิษทางอากาศไปสู่การจัดการอากาศสะอาดอย่างยั่งยืนและบูรณาการ
1. กรอบความคิดของร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาด
คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด ได้ประชุมกันยกร่างกฎหมายฉบับนี้ยาวนานกว่า 1 ปี 8 เดือน โดยได้ตั้งกรอบความคิดทางกฎหมาย สำคัญ ดังนี้
1.1 สถาปนาสิทธิในอากาศสะอาด (Right to Clean Air): ยกระดับให้อากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อมขั้นพื้นฐาน ซึ่งเป็นสิทธิเชิงเนื้อหา และสถาปนาสิทธิเชิงกระบวนการ ซึ่งบังคับให้เกิดหน้าที่ของรัฐที่ต้องเคารพ คุ้มครอง และทำให้สิทธินี้เกิดขึ้นจริง
1.2 บูรณาการมิติสิ่งแวดล้อมคู่กับสุขภาพ (Clean Air for Health): มองปัญหามลพิษทางอากาศเป็นปัญหาสุขภาพที่ต้องบริหารจัดการแบบองค์รวมควบคู่กันไป ไม่แยกส่วนออกจากกัน
1.3 บูรณาการการทำงานครบทุกมิติ: ทลายระบบการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ โดยจัดการแบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ และครอบคลุมทุกแหล่งกำเนิดมลพิษ
1.4 ยกระดับการกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วม: ดึงอำนาจการบริหารจัดการจากส่วนกลางลงสู่ท้องถิ่น และยกระดับให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจ วางแผน และตรวจสอบได้อย่างแท้จริง
1.5 ใช้แรงจูงใจควบคู่การลงโทษ (Carrot & Stick): นำเครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และกองทุนอากาศสะอาดมาใช้จูงใจให้เปลี่ยนผ่านแบบแผนการผลิตไปสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แทนที่จะมุ่งใช้แค่บทลงโทษทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว

2. นวัตกรรมทางกฎหมายของร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด
นวัตกรรมทางกฎหมายในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด สามารถสรุปโดยสังเขปได้ 7 ประเด็นหลัก ดังนี้
2.1 การยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชน (Human Rights-based Approach): เปลี่ยนกระบวนทัศน์โดยถือว่าสิทธิในอากาศสะอาดเป็นสิทธิมนุษยชนสิ่งแวดล้อมประเภทหนึ่งที่ประชาชนต้องได้รับอย่างเท่าเทียม
2.2 การสร้างโครงสร้างองค์กรและกลไกใหม่: ออกแบบระบบบริหารจัดการและโครงสร้างองค์กรที่มุ่งเน้นการจัดการเรื่องอากาศสะอาดโดยเฉพาะ เพื่อแก้ปัญหาการทำงานแบบแยกส่วน
2.3 เครื่องมือและกลไกเชิงเทคนิคที่ครอบคลุม: มีการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น มาตรฐานอากาศเพื่อสุขภาพ (AQHI) นอกเหนือจากดัชนี AQI ปกติ, การประเมินศักยภาพการรองรับมลพิษของพื้นที่ (carrying capacity), การจัดทำฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (clean air big data) และระบบพลเมืองเฝ้าระวังแจ้งเตือน (citizen monitor)
2.4 อำนาจจัดการสถานการณ์วิกฤตแบบเด็ดขาด: มีการจำแนกและประกาศเขตเฝ้าระวังมลพิษทางอากาศ และเขตประสบมลพิษทางอากาศอย่างชัดเจน โดยมอบอำนาจเด็ดขาดให้ผู้บริหารท้องถิ่นและเจ้าพนักงานสามารถสั่งระงับหรือปิดกิจการที่ก่อมลพิษในพื้นที่วิกฤตได้ทันที
2.5 การควบคุมแหล่งกำเนิดแบบเฉพาะเจาะจงรายภาคส่วน: กฎหมายออกแบบมาตรการป้องกันและควบคุมที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของแต่ละภาคส่วนอย่างครบถ้วน ได้แก่ ภาคอุตสาหกรรม ภาคคมนาคม ภาคป่าไม้ ภาคเกษตรกรรม ภาคเมือง และภาคมลพิษข้ามแดน
2.6 การใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์และตั้งกองทุน: นำมาตรการจูงใจมาใช้ เช่น ภาษีและค่าธรรมเนียมอากาศสะอาด ระบบซื้อขายและโอนสิทธิการระบายมลพิษ (emissions trading) ระบบฝากไว้ได้คืน การบังคับวางหลักประกันความเสี่ยง รวมทั้งการจัดตั้งกองทุนอากาศสะอาดโดยเฉพาะ
2.7 การขยายโครงสร้างความรับผิดทางกฎหมายที่ก้าวหน้า:
- ขยายความรับผิดทางแพ่งไปถึงกลุ่มสถาบันการเงินที่ปล่อยกู้หรือบริษัทที่ปรึกษาโครงการที่ก่อมลพิษ
- สร้างกลไกเอาผิดและเยียวยาครอบคลุมถึงภาคมลพิษข้ามแดน
- การกำหนดให้ศาลสามารถสั่งจ่ายค่าเสียหายเชิงลงโทษ (punitive damages) ในคดีแพ่งได้
- มีกลไกให้ผู้ก่อมลพิษสามารถยินยอมชดใช้ค่าสินไหมทดแทนได้ก่อนที่จะมีการฟ้องร้องดำเนินคดี
ความรับผิดชอบของ ‘สถาบันการเงิน’ ภายใต้ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด
หลักการหนึ่งในเรื่องความรับผิดของผู้ก่อมลพิษ คือ หลักผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (Polluter Pays Principle) ซึ่งนวัตกรรมทางกฎหมายในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดมีระบุไว้เรื่องหนึ่ง คือ การขยายความรับผิดทางแพ่งไปถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้ให้กับผู้ก่อมลพิษ แม้สถาบันการเงินดังกล่าวจะไม่ได้เป็นผู้ก่อด้วยตัวเอง แต่กฎหมายถือว่าเป็น ‘ผู้เกี่ยว’ เพราะถ้าไม่ให้กู้ ‘ผู้ก่อ’ ก็ไม่มีโอกาสจะไปก่อมลพิษได้ตั้งแต่แรก ดังนั้น สถาบันการเงินจึงต้องต้องร่วมรับผิดด้วย
อย่างไรก็ตาม กฎหมายกำหนดให้สถาบันการเงินต้องร่วมรับผิดกับลูกหนี้ที่เป็นผู้ก่อโดยจำกัดไม่เกินจำนวนเงินที่พึงจะได้รับจากการให้กู้ยืมหรือสนับสนุนทางการเงิน นอกจากนี้ สถาบันการเงินจะไม่ต้องรับผิดในความเสียหายที่เกิดขึ้นเลย หากพิสูจน์ได้ว่า (1) มีระบบการประเมินความเสี่ยงในการให้กู้ยืมหรือสนับสนุนทางการเงินหรือให้คำปรึกษาทางการเงินที่คำนึงถึงความเสี่ยงด้านมลพิษทางอากาศอย่างเพียงพอ (2) ได้ปฏิบัติตามระบบการประเมินความเสี่ยงนั้นในการดำเนินการดังกล่าว และ (3) ได้ติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขหรือมาตรการดังกล่าวอย่างสม่ำเสมอ

สำหรับคำว่า ‘สถาบันการเงิน’ นั้น ในร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดให้นิยามไว้ว่า หมายถึง ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ สถาบันการเงินเฉพาะกิจ และให้หมายความรวมถึงสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ หรือนิติบุคคลที่มีวัตถุประสงค์ในการให้กู้ยืมเงินหรือสนับสนุนทางการเงิน
มีข้อสังเกตสำคัญ คือ เป้าหมายของการกำหนดให้สถาบันการเงินต้องร่วมรับผิดกับผู้ก่อมลพิษนั้น ไม่ใช่ มุ่งเน้นเรื่องการลงโทษ แต่การลงโทษเป็นประตูสุดท้ายมากกว่า เพราะเป้าหมายที่แท้จริง คือ การกระตุ้นสถาบันการเงินให้ต้องเข้าสู่การปรับตัวเองให้มีระบบตรวจสอบคัดกรองลูกหนี้ให้พิถีพิถันยิ่งขึ้นในการทำธุรกิจที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการไม่ทำธุรกิจที่ก่อให้เกิดมลพิษทางอากาศ จึงเป็นการมุ่งเป้าให้เกิดการเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างระบบนิเวศการทำธุรกิจแบบใหม่นั่นเอง
“พ.ร.บ.อากาศสะอาดฆ่าไม่ตาย”
ในช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ภาคีเครือข่ายภาคประชาชนได้ร่วมผลักดันให้เกิดร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดในประเทศไทยที่มาจากการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยมุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลง และปฏิรูปโครงสร้างการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ และปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศในระยะยาวอย่างยั่งยืน นำไปสู่การมีสุขภาวะที่ดี สอดคล้องกับยุทธศาสตร์และนโยบายของประเทศ และเป็นไปตามมาตรฐานทางสากลในปัจจุบันที่ให้ความสำคัญกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ต้องไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการพัฒนาประเทศในมิติทางเศรษฐกิจ
กล่าวโดยสรุป ร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาดมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดใน 3 มิติ ด้วยกัน คือ (1) ความสำคัญในฐานะเป็น ‘เครื่องมือทางกฎหมาย’ เชิงปฏิรูป (2) ความสำคัญในฐานะเป็น ‘เครื่องมือทางนโยบาย’ ของรัฐควบคู่กับกฎหมาย และ (3) ความสำคัญในฐานะเป็น ‘เครื่องมือการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม’ ซึ่งประการหลังสุดคือแนวทางที่เครือข่ายภาคประชาชนมุ่งเน้นและผลักดันเป็นเรือธงของการขับเคลื่อนมาโดยตลอด
การผลักดันร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่ผ่านมานั้น ภาคประชาชนได้อาศัยสรรพกำลังและความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นับตั้งแต่การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดโดยภาคประชาชน การเสริมสร้างองค์ความรู้และสร้างความตื่นรู้ด้านอากาศสะอาดให้กับสังคม การทำงานและประสานความร่วมมือร่วมกับภาคส่วนต่างๆ จนกระทั่งร่างกฎหมายอากาศสะอาด ทั้งจากภาคประชาชน (ที่เสนอโดยเครือข่ายอากาศสะอาดเพื่อสุขภาพ) จากคณะรัฐมนตรี และจากพรรคการเมือง รวม 7 ฉบับ ได้หลอมรวมกันเป็นร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ในการพิจารณาร่างกฎหมาย ผู้แทนจากภาคประชาชนเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของคณะกรรมการวิสามัญร่างพระราชบัญญัติฯ ของสภาผู้แทนราษฎร จนกระทั่งร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวผ่านวาระที่สามของสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ผ่านมาด้วยมติเป็นเอกฉันท์ กระบวนการที่กล่าวข้างต้นใช้เวลาปีกว่าในชั้นสภาผู้แทนราษฎร และใช้เวลามากกว่าห้าปีนับตั้งแต่ประเทศไทยเริ่มมีการเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายอากาศสะอาดที่มาจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดเหตุการณ์ยุบสภาผู้แทนราษฎรชุดเดิม ส่งผลให้ร่างกฎหมายที่เป็นความหวังและค้างอยู่ในรัฐสภาฉบับนี้ ต้องหยุดชะงักและตกไปในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของวุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตามมาตรา 147 วรรคหนึ่ง และต้องให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันร้องขอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา แล้วแต่กรณี พิจารณาต่อไป ถ้ารัฐสภาเห็นชอบด้วย ก็ให้รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา พิจารณาต่อไปได้ โดยคณะรัฐมนตรีต้องร้องขอภายใน 60 วัน นับแต่วันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายหลังการเลือกตั้งทั่วไป มาตรา 147 วรรคสอง
และแล้วภายหลังจากที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติยืนยันร่างพ.ร.บ.อากาศสะอาด เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ทางรัฐสภาก็ได้มีมติเห็นชอบตามมา ในวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ส่งผลให้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้รับการพิจารณาต่อในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของวุฒิสภา นั่นหมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่ต้องไปเริ่มกระบวนการใหม่ตั้งแต่วาระแรกของชั้นสภาผู้แทนราษฎร
ในเมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบ กระบวนการพิจารณาในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ของวุฒิสภา ก็จะเดินหน้าต่อ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป คือ การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ วุฒิสภา เนื่องจากที่ผ่านมามีความพยายามจากภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่บางกลุ่ม และสมาชิกวุฒิสภาบางท่าน ที่พยายามชะลอหรือเสนอแก้ไขร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้ โดยอ้างเหตุผลความซ้ำซ้อน และเพิ่มการแทรกแซงของกลุ่มธุรกิจในร่างกฎหมายอย่างไม่สมเหตุสมผล หรือแม้กระทั่งการเสนอตัดทอนกลไกหรือเครื่องมือสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ทางรายได้และต้นทุนทางธุรกิจที่มากกว่าการคำนึงถึงสิทธิในชีวิตและสุขภาพของประชาชน และความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อคุณภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างร้ายแรง ซึ่งหากปล่อยให้มีการแก้ไขร่างกฎหมายอากาศสะอาดฉบับนี้ โดยขาดหลักการความเข้าใจ ไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและบูรณาการทั้งระบบ ร่างกฎหมายจะกลายเป็นการปะผุชั่วครั้งคราวและไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นตอได้แท้จริง ซ้ำร้ายจะกลายเป็น ‘การฟอกเขียว’ ให้กับกลุ่มทุนที่อาศัยประโยชน์จากการออกกฎหมายเสียอีก

ภารกิจกู้ระเบิดเวลาลูกนี้ ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจยาวนานเกือบสิบปี และยังไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าจะได้ประสบความสำเร็จหรือไม่ หลายคนเริ่มท้อแท้ ถอดใจ หลายคนเริ่มสิ้นหวัง ทว่าก็ยังมีอีกหลายคนที่ยังมีความหวัง และสู้ยิบตาชนิดที่เรียกว่าเอาชีวิตเป็นเดิมพัน เพียงหวังว่าคนไทยจะได้มีอากาศสะอาดให้หายใจเต็มปอดสักครั้ง...พ.ร.บ.อากาศสะอาดคือความหวังนั้น
...และตราบใดที่คนเรายังคงต้องหายใจ พ.ร.บ.อากาศสะอาดย่อมฆ่าไม่ตาย
แหล่งข้อมูล
- เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย, สมุดปกฟ้าอากาศสะอาด (Clean Air Blue Paper): เจาะลึกผลกระทบของมลพิษทางอากาศและรากเหง้าของปัญหา, นนทบุรี: ห้างหุ้นส่วนจำกัด สันสวย, 2563, หน้า 1-200.
- เครือข่ายอากาศสะอาด ประเทศไทย, สมุดปกเขียวอากาศสะอาด (Clean Air Green Paper): บูรณาการข้ามศาสตร์เพื่อข้อเสนอเชิงนโยบายสําหรับอากาศสะอาด, นนทบุรี: บริษัท ภาพพิมพ์ จำกัด, 2565, หน้า 1-736.
- • สมาคมเครือข่ายอากาศสะอาดเพี่อสุขภาพและคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. ..., สรุปสาระสําคัญร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. .... เข้าถึงได้จาก https://thailandcan.s3.ap-southeast-1.amazonaws.com/pdf/ebooks/สรุปสาระสำคัญ-ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัด.pdf