การสำรวจนโยบาย ESG ของนักลงทุนสถาบันไทย

21 เมษายน 2569

ความรุนแรงของวิกฤตสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำทางสังคมกดดันให้โลกการเงินต้องปรับตัวครั้งใหญ่ โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันที่นอกจากจะเป็นผู้แสวงหาผลตอบแทนทางการเงิน ยังมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางของตลาดทุนที่คำนึงถึงความยั่งยืนในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยจะมีนักลงทุนสถาบัน 80 ราย ที่ประกาศรับหลักธรรมาภิบาลการลงทุน (Investment Governance Code: I Code) ในจำนวนนี้มีนักลงทุนถึง 34% ที่ไม่เปิดเผยนโยบายธรรมาภิบาลการลงทุน และ 45% ไม่มีการรายงานการปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่าแม้นักลงทุนสถาบันมีการประกาศรับหลักปฏิบัติดังกล่าว แต่อาจไม่ได้มีการดำเนินการที่คำนึงถึงประเด็นด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืนอย่าง
แท้จริง

ด้วยเหตุนี้ การสำรวจนโยบายและพฤติกรรมการลงทุนที่คำนึงถึงประเด็น ESG ของนักลงทุนสถาบันไทยจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองผลประโยชน์ระยะยาวของ ‘เจ้าของเงิน’ หรือผู้ฝากเงินรายย่อย และเพื่อยกระดับความโปร่งใสของตลาดทุนไทย

งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการสำรวจแนวปฏิบัติด้าน ESG ของนักลงทุนสถาบัน 12 ราย ที่บริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพขนาดใหญ่ของไทย ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสาธารณะ การทบทวนวรรณกรรม และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อวิเคราะห์ทั้งในมิติของนโยบายองค์กร การลงทุน การใช้สิทธิออกเสียง และการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่ลงทุน

ข้อค้นพบที่ได้หากมองเฉพาะนโยบายและการเปิดเผยข้อมูลในปัจจุบัน พบว่า นักลงทุนสถาบันไทยมีความตื่นตัวสำหรับการลงทุนโดยคำนึงถึงประเด็นด้าน ESG ในระดับเริ่มต้น และจัดการกับความเสี่ยงด้านธรรมาภิบาลของบริษัทจดทะเบียนได้ดี แต่ยังขาดความโปร่งใสในการเปิดเผยข้อมูล และยังต้องขยายวิสัยทัศน์ให้ครอบคลุมการจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมให้มากยิ่งขึ้น

จากผลการศึกษาและข้อค้นพบในงานวิจัย ทีมวิจัยมีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อยกระดับการลงทุนอย่างรับผิดชอบของนักลงทุนสถาบันไทย แบ่งตามระยะเวลาดำเนินการดังนี้:

ข้อเสนอแนะระยะสั้น (3-6 เดือน):

1) ก.ล.ต. ควรทบทวนหลัก I Code ให้ชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ผ่านการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาและพัฒนาแนวทางการใช้ตัวชี้วัด การกำหนดแนวทางการใช้สิทธิออกเสียงที่ผนวกประเด็นความยั่งยืนสากล และการบังคับเปิดเผยข้อมูลการมีส่วนร่วมกับบริษัทที่ไปลงทุน

2) ก.ล.ต. ร่วมกับ AIMC ควรจัดทำโครงการหรือกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของนักลงทุนสถาบันอย่างต่อเนื่อง โดยดึงนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ที่มีแนวปฏิบัติ ESG ก้าวหน้า มาร่วมออกแบบหลักสูตร อีกทั้งเป็นต้นแบบหรือพี่เลี้ยงให้แก่นักลงทุนรายเล็ก เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้และยกระดับการเปิดเผยข้อมูลทั้งอุตสาหกรรม

3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ก.ล.ต. และ ตลท. ควรบูรณาการการทำงานร่วมกัน เพื่อเร่งสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทำให้บริษัทเห็นความสำคัญของการยกระดับการดำเนินงานด้าน ESG ผ่านการใช้เครื่องมือในรูปแบบดิจิทัล การพัฒนาตัวชี้วัดและเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลด้านสังคม และการยกระดับการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ

4) หน่วยงานกำกับดูแลควรพิจารณาดำเนินการจัดตั้งคณะทำงานศึกษาผลกระทบทางสังคมตลอดห่วงโซ่อุปทานของบริษัทจดทะเบียน และจัดทำโครงการส่งเสริมศักยภาพนักลงทุนสถาบัน/ผู้จัดการกองทุน เกี่ยวกับการผนวกประเด็นสังคมในแนวทางพิจารณาการลงทุน

5) ก.ล.ต. ควรร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในเชิงรุก รวมถึงควรพิจารณาทบทวนหลักเกณฑ์การคัดกรองหลักทรัพย์ภายใต้กองทุน Thai ESG และเพิ่มความหลากหลายของหลักทรัพย์ภายใต้กองทุนให้มากขึ้น

ข้อเสนอแนะระยะกลาง (6 เดือน - 2 ปี):

1) ก.ล.ต. ควรร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาและยกระดับหลัก I-Code โดยอ้างอิงจาก Shareholder Rights Directive II ในสหภาพยุโรป เพื่อผลักดันให้มีผลบังคับใช้และเพิ่มบทบาทนักลงทุนสถาบัน

2) ก.ล.ต. ควรจัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบโครงสร้างองค์กรที่ปรึกษาผู้ถือหุ้นที่สอดคล้องกับบริบทประเทศไทย ในลักษณะเดียวกับ ISS (Institutional Shareholder Services) เพื่อพัฒนากลไกการใช้สิทธิออกเสียงที่อิงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นระบบ

3) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพิจารณาแก้ไขกฎหมาย โดยปรับลดเกณฑ์การถือหุ้นขั้นต่ำในการเสนอวาระการประชุมผู้ถือหุ้น จากเดิมที่กำหนดไว้ไม่น้อยกว่า 5% ให้เหลือ 1% เพื่อขยายโอกาสให้นักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนสถาบันเสนอวาระด้าน ESG เข้าสู่ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มากขึ้น

4) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรพัฒนาแบบจำลองประเมินผลตอบแทนเชิงปริมาณ เพื่อพิสูจน์ผลตอบแทนและการลดความเสี่ยงจากการลงทุนแบบ ESG อย่างเป็นรูปธรรม โดยแบบจำลองดังกล่าวจะช่วยเพิ่มความโปร่งใส และทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุนได้ดียิ่งขึ้น

5) AIMC ควรจัดตั้งคณะทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม นักวิชาการ และองค์กรพัฒนาเอกชน เพื่อสร้างกลไกรับฟังเสียงจากนักลงทุนรายย่อยและสังคม เพื่อผลักดันประเด็น ESG ให้เป็นวาระสำคัญในการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทจดทะเบียน