รายงานการประเมินธนาคารไทยตามเกณฑ์ "แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ" ปีที่ 8
ในปี พ.ศ. 2568 คณะวิจัยในโครงการ Fair Finance Thailand (แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย เว็บไซต์ www.fairfinancethailand.org, “แนวร่วมฯ”) จัดทำการประเมินนโยบายด้านต่าง ๆ ของสถาบันการเงินไทย 11 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ที่ใหญ่ที่สุดในไทย 8 แห่ง และสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง ที่เปิดเผยสู่สาธารณะ นับเป็นปีที่ 8 ที่มีการนำมาตรฐาน Fair Finance Guide International (แนวปฏิบัติของแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมนานาชาติ เว็บไซต์ www.fairfinanceguide.org) มาใช้ในประเทศไทย ตามเกณฑ์ Fair Finance Guide International ฉบับปี ค.ศ. 2025 โดยใช้ข้อมูลที่ธนาคารเปิดเผยต่อสาธารณะ ณ เดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2568 ประกอบกับข้อมูลที่ธนาคารเปิดเผยต่อสาธารณะเพิ่มเติม ในช่วงรับฟังความคิดเห็นระหว่างคณะวิจัยกับธนาคารแต่ละแห่ง ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคม ปี พ.ศ. 2568
การประเมินนโยบายของธนาคารไทย 11 แห่ง ประจําปี พ.ศ. 2568 ใช้เกณฑ์การประเมิน Fair Finance Guide International ฉบับปี ค.ศ. 2025 ซึ่งมีการปรับปรุงเกณฑ์การประเมินในหลายหมวดจากฉบับปี ค.ศ. 2023 ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลง อาทิ เปลี่ยนมาให้คะแนนอัตโนมัติสําหรับธนาคารที่ประกาศรับหลักการหรือมาตรฐานสากล ตัวอย่างเช่น หลักการเสริมสร้างศักยภาพสตรี (The Women’s Empowerment Principles: WEPs) รวมถึงการปรับปรุงวิธีการให้คะแนนในหลายข้อ เกณฑ์ที่เข้มงวดมากขึ้นส่งผลต่อคะแนนของธนาคารหลายแห่ง
อย่างไรก็ตาม ธนาคารส่วนใหญ่หารือกับคณะวิจัยและพยายามปรับปรุงนโยบายให้สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมิน ส่งผลให้คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 28.36% ในปี พ.ศ. 2567 เป็น 28.84% ในปี พ.ศ. 2568 โดยสรุปอันดับและผลคะแนนของธนาคารทั้ง 11 แห่ง ได้ดังนี้

ธนาคารที่ได้คะแนนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ธนาคารทหารไทยธนชาต (40.75%) ธนาคารไทยพาณิชย์ (38.95%) ธนาคารกสิกรไทย (38.47%) ธนาคารกรุงไทย (30.09%) และธนาคารกรุงเทพ(28.97%) โดยหากพิจารณาเฉพาะคะแนนของธนาคารพาณิชย์ 8 แห่ง พบว่า ธนาคารพาณิชย์ในภาพรวมมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นจาก 31.06% ในปี พ.ศ. 2567 เป็น 31.52% ในปี พ.ศ. 2568 ขณะที่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ 3 แห่ง พบว่า คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเช่นกันจาก 21.15% ในปี พ.ศ. 2567 เป็น 21.71% ในปี พ.ศ. 2568
ข้อสรุปสำคัญจากผลการประเมินธนาคารไทย พ.ศ. 2568
1. ธนาคารไทยโดยรวมสามารถรักษาโมเมนตัมในการจัดทำและเปิดเผยนโยบายด้านความยั่งยืนเอาไว้ได้ แม้เกณฑ์ Fair Finance Guide International ฉบับปี ค.ศ. 2025 จะมีความเข้มข้นขึ้น
มีธนาคารถึง 8 แห่ง จาก 11 แห่ง ที่ได้คะแนนประเมินเพิ่มขึ้น โดยธนาคารที่ได้คะแนนเพิ่มขึ้นสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่ ธนาคารทิสโก้ (ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 10.31% จากปีก่อน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (เพิ่มขึ้น 8.33%) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เพิ่มขึ้น 8.24%)
ธนาคารที่ได้คะแนนสูงสุดอันดับที่ 2 และ 3 ในปี พ.ศ. 2568 ได้แก่ ธนาคารไทยพาณิชย์ (38.95%) และธนาคารกสิกรไทย (38.47%) สามารถออกและเปิดเผยนโยบายความยั่งยืนในด้านต่างๆ มากขึ้นจนคะแนนขยับมาใกล้ธนาคารทหารไทยธนชาต ซึ่งเป็นธนาคารอันดับหนึ่ง (40.75%) มากที่สุดในรอบ 7 ปี
2. ธนาคารไทยโดยรวมตื่นตัวกับการพัฒนานโยบายความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง
ปี พ.ศ. 2568 เป็นปีที่ธนาคารต่างๆ ได้คะแนนเพิ่มเติมจากการปรับปรุงและเปิดเผยนโยบายด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องกับเกณฑ์การประเมินในช่วงรับฟังความคิดเห็นเพิ่มขึ้นมากที่สุดตั้งแต่แนวร่วมฯ เริ่มโครงการประเมินในปี พ.ศ. 2561
ธนาคารที่ปรับปรุงและเปิดเผยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงรับฟังความคิดเห็นมากที่สุด ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย (14 ข้อ) รองลงมา ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ (7 ข้อ) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (6 ข้อ) ธนาคารไทยพาณิชย์ (4 ข้อ) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (2 ข้อ) ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารทิสโก้ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร จํานวนเท่ากัน 1 ข้อ
3. การเพิ่มเกณฑ์การประเมินความรับผิดชอบของธนาคารต่อประเด็นความปลอดภัยทางไซเบอร์
ธนาคารที่ได้คะแนนรวมสูงสุด 5 แห่ง ได้คะแนนในหมวดนี้จากการจัดให้มีการฝึกอบรมและสร้างความตระหนักเกี่ยวกับความปลอดภัยทางไซเบอร์ให้กับพนักงาน การให้ความรู้และสร้างความตระหนักแก่ผู้บริโภคเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และแนวทางปฏิบัติที่ปลอดภัย และการมีนโยบายบริหารความเสี่ยงจากการฉ้อโกงไซเบอร์ที่ครอบคลุมการระบุ ป้องกันตรวจจับ และตอบสนองต่อภัยคุกคามทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตามยังไม่มีธนาคารใดประกาศนโยบายชดเชยให้กับผู้บริโภคที่ตกเป็นเหยื่อของการฉ้อโกงทางไซเบอร์อย่างชัดเจน