‘ล้มละลายโดยสมัครใจ’ การเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไม่ใช่อภิสิทธิ์ แต่ควรเป็นสิทธิของลูกหนี้ทุกคน

24 มีนาคม 2569

ผู้เขียน รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์

ผู้เขียนเชื่อว่าลูกหนี้ทุกคนจำชั่วขณะที่ลงลายมือชื่อในสัญญากู้ยืมกับสถาบันการเงินได้เป็นอย่างดี มันคือช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยความฝันและความหวัง การได้มีรถยนต์คันใหม่ บ้านหลังใหญ่ ต่อยอดธุรกิจ หรือซื้อหาสิ่งของที่ตนเองปรารถนามาแสนนาน แต่ ‘อุบัติเหตุ’ ในชีวิตย่อมเกิดขึ้นได้กับทุกคน ความเจ็บป่วยที่ไม่คาดฝัน เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด หรือธุรกิจที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หวัง วันนั้นเองที่หนี้กลายเป็นภาระครั้งใหญ่ ส่วนเจ้าหนี้ที่เคยให้การต้อนรับเป็นอย่างดีตอนขอสินเชื่อ ตอนนี้ทุกคราวที่รับสายอาจกลายเป็นเสียงเรียบเ

คนไทยจำนวนไม่น้อยประสบพบเจอเหตุการณ์นี้ในช่วงการระบาดของโควิด-19 เมื่อเศรษฐกิจหยุดชะงัก รายได้ที่เคยหลั่งไหลก็ขาดมือ ตัวเลขหนี้ครัวเรือนของไทยเคยพุ่งสูงจนแตะระดับ 95% ต่อจีดีพี แม้ต่อมาจะปรับลดลงเหลือ 87% แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในเกณฑ์อันตราย ในภาวะเปราะบางเช่นนี้ หากประเทศไทยเผชิญกับ ‘เหตุการณ์ไม่คาดฝัน’ อีกรอบ ครัวเรือนจำนวนไม่น้อยคงต้องล้มทั้งยืนโดยอาจส่งผลกระทบต่อเนื่องไปทั้งระบบเศรษฐกิจ

ขณะที่ประชาชนยังต้องกระเสือกกระสนเพื่อชำระหนี้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ลุ่มๆ ดอนๆ สายการบินประจำชาติของไทยกลับได้รับ ‘โอกาสเริ่มต้นใหม่’ หลังจากเสนอแผนฟื้นฟูกิจการให้เหล่าเจ้าหนี้โดยมีศาลล้มละลายทำหน้าที่เหมือนคนกลาง บริษัทในช่วงการฟื้นฟูนั้นมีโอกาสหายใจเพราะได้หยุดพักชำระหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าหากตั้งหลักได้เมื่อไรก็ให้ดำเนินการชำระหนี้ตามแผนที่ชัดเจน แล้วบริษัทก็ทำได้สำเร็จ โดยความสำเร็จนี้ไม่ได้เป็นประโยชน์แก่เจ้าหนี้หรือบริษัทเท่านั้น แต่เหล่าพนักงานและเศรษฐกิจไทยเองก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะธุรกิจที่ยังมีลมหายใจและสร้างมูลค่าเพิ่มได้นั้นย่อมมีคุณค่ามากกว่าธุรกิจที่ต้องปิดกิจการแล้วนำสินทรัพย์มาชำระหนี้

แต่แล้วทำไมธุรกิจของคนตัวเล็กรวมถึงลูกหนี้ยอดน้อยถึงไม่ได้รับโอกาสเริ่มต้นใหม่เช่นนั้นบ้าง

นี่คือโจทย์สำคัญที่นำไปสู่การผลักดันการแก้ไขกฎหมายล้มละลายครั้งใหม่ที่เปิดโอกาสให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวสามารถยื่นแผนฟื้นฟูหนี้สินหรือยื่นล้มละลายโดยสมัครใจ

มอบ ‘ชีวิตใหม่’ ให้คนตัวเล็ก

บางคนอาจถกเถียงว่ากฎหมายล้มละลายฉบับปัจจุบันเองได้เปิดช่องให้ลูกหนี้บุคคลธรรมดาได้รับ ‘ชีวิตใหม่’ หลังจากมีคำสั่งศาลให้พิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดและมีสถานะเป็นบุคคลล้มละลายครบ 3 ปี อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวยังไม่มีประสิทธิผลเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายหลักของระบบล้มละลาย นั่นคือการช่วยให้คนที่มีหนี้สินล้นพ้นตัวสามารถกลับเข้าทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ อีกทั้งฝ่ายเจ้าหนี้เท่านั้นที่มีอำนาจในการเริ่มกระบวนการล้มละลาย นี่จึงเป็น ‘ฟางเส้นสุดท้าย’ หลังจากที่เจ้าหนี้พยายามเก็บหนี้อย่างเต็มที่ โดยการศึกษาพบว่ากว่าลูกหนี้จะเข้ากระบวนการล้มละลาย พวกเขาก็ตกอยู่ในสภาพที่ต้องแบกภาระหนี้ก้อนใหญ่และแทบไม่เหลือสินทรัพย์ใดๆ ให้เจ้าหนี้ฟ้องบังคับคดีแล้ว

การศึกษาชิ้นดังกล่าวยังฉายภาพปัญหาของกระบวนการล้มละลายของลูกหนี้รายย่อยในไทย พวกเขาส่วนใหญ่แล้วมีรายได้ปานกลางถึงสูง ไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายหรือเล่นการพนัน แต่ประสบปัญหาบางอย่างทำให้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ การที่ถูกฟ้องล้มละลายทำให้พวกเขาต้องหยุดทำงาน และเมื่อเป็นบุคคลล้มละลายก็เท่ากับปิดประตูในการทำมาหาเลี้ยงชีพ

จะดีกว่าไหมหากลูกหนี้สามารถยื่นแผนฟื้นฟูหนี้สินภายใต้การคุ้มครองของศาลเหมือนกับบริษัทขนาดใหญ่

หลักฐานจากการศึกษาในต่างประเทศต่างชี้ให้เห็นตรงกันว่า ‘ดีกว่าอย่างแน่นอน’ การศึกษาในสหรัฐอเมริกาพบว่าลูกหนี้ซึ่งศาลอนุมัติแผนฟื้นฟูหนี้สินเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับการอนุมัติจะมีรายได้สูงกว่า 25% มีงานทำมากกว่า 6.8% อัตราการเสียชีวิตภายใน 5 ปีน้อยกว่า 30% และมีโอกาสน้อยลงที่จะถูกยึดบ้านที่จำนองไว้เพื่อขายทอดตลาดเกือบเท่าตัว นอกจากนี้ การศึกษาสุขภาพจิตของลูกหนี้ยังพบว่าเหล่าลูกหนี้ที่เผชิญปัญหาผ่อนชำระหนี้มีแนวโน้มที่จะคิดฆ่าตัวตายและป่วยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่าคนที่ไม่มีปัญหาทางการเงิน กลไกการให้คำปรึกษาหรือสภาวะพักการชำระหนี้ (automatic stay) เมื่อเข้าสู่กระบวนการทำแผนฟื้นฟูหนี้สินหรือล้มละลายโดยสมัคร ใจจึงนับเป็นการแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างตรงจุด

นอกเหนือจากผลลัพธ์ในระดับบุคคลแล้ว การมีช่องทางให้ประชาชนและผู้ประกอบการรายย่อย ‘เริ่มต้นชีวิตใหม่’ ได้อย่างสะดวกดายนั้นย่อมส่งผลต่อเศรษฐกิจในภาพรวม การศึกษาจาก 15 ประเทศในภูมิภาคยุโรปและอเมริกาเหนือพบว่าประเทศที่มีกฎหมายล้มละลายที่เอื้อประโยชน์ให้กับลูกหนี้รายย่อยจะมีจำนวนผู้ประกอบการที่มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกระบวนการดังกล่าวเปรียบเสมือนตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมให้คน ‘กล้า’ ที่จะเสี่ยงมากยิ่งขึ้น ความกล้าได้กล้าเสียสะท้อนออกมาในรูปแบบของนวัตกรรมและการจดสิทธิบัตรที่เพิ่มขึ้นในหมู่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในภาพรวม

อย่างไรก็ตาม ตาข่ายความปลอดภัยทางสังคมจากกระบวนการล้มละลายที่เอื้อลูกหนี้กว่าในอดีตก็มีราคาที่ต้องจ่าย ประการแรกคือแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่สูงขึ้นเนื่องจากสถาบันการเงินมี ‘ต้นทุน’ เพิ่มขึ้น หากลูกหนี้บุคคลหันมาใช้ช่องทางการล้มละลายโดยสมัครใจ เช่นปรากฎการณ์ในสหรัฐอเมริกาที่พบว่าหากความเสี่ยงในการยื่นขอล้มละลายโดยสมัครใจลดลง 1% จะช่วยให้อัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลดลง 0.7 – 0.9%ในขณะที่ความเสี่ยงจากปัญหาจริยวิบัติ (moral hazard) ที่หลายคนกังวลว่า ‘ลูกหนี้หัวหมอ’ จะใช้ช่องทางนี้เอาเปรียบเจ้าหนี้นับว่าค่อนข้างต่ำ โดยในสหรัฐอเมริกาพบว่าลูกหนี้ตัดสินใจยื่นขอล้มละลายเนื่องจากประสบปัญหาสภาพคล่องมากกว่าเห็นแก่สิทธิประโยชน์จากกระบวนการดังกล่าวราว 5 เท่าตัว

ต่อยอด พ.ร.บ.ล้มละลายไทยฉบับแก้ไข

ความพยายามแก้ไขกฎหมายล้มละลายของไทยในปัจจุบันเรียกได้ว่ามาถูกทิศทางโดยเปลี่ยนมุมมองจากการลงโทษลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระสู่การให้อภัย และอำนวยความสะดวกให้ลูกหนี้ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมฟื้นฟูกิจการได้สะดวกกว่าในอดีตพร้อมเพิ่มเพดานยอดหนี้จาก 10 ล้านบาทเป็น 50 ล้านบาท ส่วนลูกหนี้บุคคลธรรมดาก็สามารถเสนอแผนฟื้นฟูหนี้สินกับเจ้าหนี้ทุกรายได้โดยไม่ต้องรอถูกฟ้องล้มละลาย ทั้งนี้เจ้าหนี้จะยังได้รับการชำระหนี้คืนมากกว่าการยึดทรัพย์ตามหลักสากลอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าร่างกฎหมายดังกล่าวจะเดินมาถูกทาง กลุ่มประเทศพัฒนาแล้วซึ่งบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมาหลายทศวรรษก็ได้มอบบทเรียน 3 ประการให้ประเทศไทย สำหรับก้าวต่อไปของกฎหมายล้มละลาย ดังนี้

บทเรียนประการแรก คือ ‘ข้อต่อ’ ที่สำคัญที่สุดในกระบวนการล้มละลายของลูกหนี้รายย่อยนั่นคือเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและด้านกฎหมายที่จะให้คำปรึกษาและวางแผนทางการเงินให้ลูกหนี้เสียใหม่ ข้อต่อนี้เปรียบเสมือนผู้ช่วยจัดระเบียบชีวิตทางการเงินในช่วงฟื้นฟูจากภาวะหนี้สินล้นพ้นตัว อย่างไรก็ตาม บริการดังกล่าวควรเก็บค่าบริการในระดับที่สมเหตุสมผล ไม่เป็นการซ้ำเติมลูกหนี้ เช่นในสหราชอาณาจักรที่มอบหมายให้องค์กรไม่แสวงหากำไรมืออาชีพเป็นคนดูแลพร้อมกับค่าธรรมเนียมที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

บทเรียนประการที่สอง คือการแบ่งเบาต้นทุนและภาระทางคดีของศาลล้มละลาย เนื่องจากลูกหนี้รายย่อยอาจมีจำนวนมาก โดยที่ความสามารถในการชำระค่าธรรมเนียมหรือค่าทนายมีจำกัด ในต่างประเทศจึงมอบหมายความรับผิดชอบบางส่วนในกระบวนการล้มละลายให้กับหน่วยงานอื่นๆ เช่น หน่วยงานบริการการล้มละลาย (The Insolvency Service) ซึ่งอยู่ภายใต้กระทรวงธุรกิจและการค้าของสหราชอาณาจักร หรือกรมบังคับคดี (Enforcement Authority) ของสวีเดน

บทเรียนประการที่สาม ซึ่งผู้เขียนมองว่าสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ คือการจัดประเภทลูกหนี้ตามศักยภาพในการชำระหนี้เพื่อดำเนินมาตรการที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่นสหราชอาณาจักรจะแบ่งลูกหนี้ออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้

กลุ่มแรกคือกลุ่มคนยากจนที่มีสินทรัพย์ไม่เกิน 2,000 ปอนด์ และรายได้เกินค่าใช้จ่ายจำเป็นไม่เกิน 75 ปอนด์ และยอดหนี้ไม่เกิน 30,000 ปอนด์ คนกลุ่มนี้จะได้รับคำสั่งปลดภาระหนี้ (Debt Relief Orders) โดยจะได้พักชำระหนี้ 12 เดือน หากพ้นช่วงเวลาดังกล่าวแล้วสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น หนี้ดังกล่าวก็จะถูกล้างทิ้ง โดยกระบวนการนี้จะไม่ต้องผ่านชั้นศาลแต่อย่างใด และมีค่าสมัครเพียง 90 ปอนด์เท่านั้น

กลุ่มที่สองคือการเข้ากระบวนการล้มละลายอย่างที่เราคุ้นเคยกันดี สำหรับลูกหนี้ซึ่งมีสินทรัพย์และรายได้ประมาณหนึ่งแต่ประสบปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจนผ่อนชำระไม่ไหว ในกรณีหากลูกหนี้เข้ากระบวนการล้มละลายโดยสมัครใจ เจ้าหนี้สามารถดำเนินการยึดทรัพย์ที่เกินความจำเป็น และยังสามารถทำสัญญาจ่ายชำระหนี้เพิ่มเติมในกรณีที่ลูกหนี้มีรายได้ส่วนเกินซึ่งคำนวณจากรายได้หักออกด้วยค่าใช้จ่ายจำเป็นในการดำรงชีพ เช่น ค่าที่พักอาศัย ค่าอาหาร ค่าสาธารณูปโภค ค่าเดินทาง และการเลี้ยงดูบุตร เป็นต้น โดยสถานะบุคคลล้มละลายจะหมดลงภายในระยะเวลา 1 ปี

กลุ่มที่สามเหมาะสำหรับลูกหนี้ที่มีศักยภาพในการชำระหนี้ โดยพวกเขาสามารถเจรจาหาข้อตกลงกับเจ้าหนี้ทั้งหมดภายใต้ความดูแลของผู้เชี่ยวชาญเพื่อบรรลุข้อตกลงชำระหนี้โดยสมัครใจสำหรับบุคคลธรรมดา (Individual Voluntary Arrangements) ซึ่งมักจะมีระยะเวลาประมาณ 5 ปี โดยที่ลูกหนี้ยังชำระในอัตราที่พอจ่ายไหวในแต่ละเดือน เมื่อสิ้นสัญญาดังกล่าวมูลหนี้ที่เหลือก็จะถูกล้างทิ้งไป ทางเลือกนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่เจ้าหนี้เนื่องจากยังได้เงินต้นคืนมากกว่าการยึดทรัพย์ตามกระบวนการล้มละลาย โดยอาจได้คืนราว 30 – 70% ตามแต่กรณี

ประเด็นสุดท้ายที่ผู้เขียนอยากเน้นย้ำคือไม่มีใครตั้งใจจะล้มละลายหรือไม่ชำระหนี้ในวันที่เซ็นสัญญาเงินกู้ แต่ชีวิตคนเราอาจไม่ได้เดินไปตามแผนที่วางไว้เสมอไป การเริ่มต้นชีวิตใหม่จึงไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของบริษัทยักษ์ใหญ่ แต่ควรเป็นสิทธิ์ที่ลูกหนี้ทุกคนเข้าถึงได้ภายใต้มุมมองแบบพร้อมให้อภัย ไม่ใช่การลงโทษตามตัวบทกฎหมายเช่นที่ผ่านมา

 


แหล่งข้อมูล