แรร์เอิร์ธ กับความเสี่ยงที่รายล้อมเทคโนโลยีสีเขียว ในมุมของ ธารา บัวคำศรี
เมื่อปลายปี ค.ศ.2025 ที่ผ่านมา บันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญ (critical minerals) และ แรร์เอิร์ธ (rare earth) ได้กลายเป็นประเด็นถกเถียงใหม่ให้กับสังคมไทย
MOU ดังกล่าวระบุถึงการพุ่งเป้าไปที่การขยายการลงทุนทั้งในด้านการสำรวจ การสกัด การแปรรูป และการรีไซเคิลแร่ธาตุสำคัญและแรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันลม ประเทศไทยจะได้รับการสนับสนุนให้เกิดการสร้างมูลค่าเพิ่มภาพในประเทศ แทนการส่งออกแค่วัตถุดิบเพียงอย่างเดียว พร้อมทั้งได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
ทว่าเนื้อความที่ฟังดูดีนี้ อาจมีข้อน่ากังวลตามมาเช่นกัน ตัวอย่างเช่น กรณีโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำปากแบง ที่แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand – FFT) เคยส่งจดหมายเปิดผนึกถึงธนาคารไทย เพื่อให้มีการทบทวนก่อนจะให้เงินสนับสนุนโครงการดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงของสารพิษจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา ที่มีโอกาสทำให้การสะสมตะกอนปนเปื้อนบริเวณเขื่อน ก่อให้เกิดความเสี่ยงระยะยาวต่อระบบนิเวศและสุขภาพของผู้คน
ในจังหวะที่ไทยมีโอกาสจะก้าวไปเป็นหนึ่งในผู้เล่นในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแรร์เอิร์ธ แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย ชวน ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการโครงการ Climate Connectors มานั่งวิเคราะห์กันถึงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ บทบาทของสถาบันการเงิน และแนวทางการจัดการที่ยุติธรรมและยั่งยืน

ทำไมเราต้องสนใจเรื่องแรร์เอิร์ธ? หลัง MOU กับสหรัฐฯ ไทยมีบทบาทอย่างไร?
แรร์เอิร์ธคือธาตุที่ทำให้เทคโนโลยีสำคัญทำงานได้ ตั้งแต่มอเตอร์รถยนต์ไฟฟ้า แม่เหล็กถาวรในเครื่องผลิตไฟฟ้า กังหันลม ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน หลายคนเรียกว่าเป็น ‘วิตามินของอุตสาหกรรม’ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่ถูกปิดบังไว้ในห่วงโซ่อุปทาน
หลังจากไทยและสหรัฐอเมริกาลงนาม MOU ความร่วมมือเพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญและแร่หายาก บทบาทของไทยไม่ใช่แค่เรื่องของการมีหรือไม่มีแร่ในประเทศ แต่คือการวางกติกาให้การลงทุนใหม่ไม่ซ้ำรอยการทำเหมืองแบบทำลายล้าง และไม่ทำให้ไทยกลายเป็นฐานการผลิตที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อป้อนตลาดโลก
MOU นี้เปิดโอกาสความร่วมมือในหลายมิติ ตั้งแต่การสำรวจ การสกัด การแปรรูป การรีไซเคิลและกู้คืน รวมถึงการเพิ่มมูลค่าในประเทศ แต่ยิ่งเราต้องการ ‘ยกระดับห่วงโซ่อุปทาน’ เท่าไร เราก็ยิ่งต้องยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อม สุขภาพ สิทธิชุมชน ความโปร่งใส และการกำกับดูแลทางการเงินไปพร้อมกัน
อะไรคือเรื่องน่ากังวลด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมจากห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ?
ความเสี่ยงของแรร์เอิร์ธไม่ได้อยู่แค่จุดเดียว แต่กระจายอยู่ทั่วทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การขุดทำเหมือง การใช้สารเคมี การปนเปื้อนน้ำและดิน การจัดการของเสีย ไปจนถึงการทำเหมืองในพื้นที่ขัดแย้งที่สิทธิของคนท้องถิ่นถูกกดทับ โดยความเสี่ยงหลักๆ ที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่:
1. น้ำและสารเคมี - กระบวนการทำเหมือง โดยเฉพาะเทคนิค in-situ leaching ในดินเหนียวดูดซับไอออน มีความเสี่ยงสูงต่อการรั่วไหลหรือไหลบ่าของสารเคมีและตะกอนสู่ลำน้ำและแหล่งน้ำกินน้ำใช้ของชุมชน การใช้สารเคมีในกระบวนการสกัดแร่จึงส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพน้ำและความปลอดภัยของแหล่งน้ำในพื้นที่
มีรายงานและข่าวสารจากการติดตามของภาคประชาชนที่ชี้ปัญหาโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และลำน้ำอื่นๆ ที่เชื่อมสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา และถูกยกระดับเป็นประเด็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของชุมชน
2. การขยายตัวของเหมืองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม - หลักฐานภาพถ่ายดาวเทียมในพื้นที่เหมืองแรร์เอิร์ธเมียนมาชี้ให้เห็นการขยายตัวอย่างมาก พร้อมสัญญาณการสูญเสียป่าไม้ ความไม่มั่นคงของดิน และรูปแบบน้ำท่วมที่เปลี่ยนไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนของผลกระทบระยะยาว
3. สิทธิชุมชน ความขัดแย้ง และแรงงานในพื้นที่ความขัดแย้ง - ในหลายพื้นที่ กลไกการปรึกษาหารือกับชุมชนมักไม่เกิดขึ้นจริง การคุ้มครองผู้ร้องเรียนยังอ่อนแอ และมีความเสี่ยงเรื่องสภาพการทำงานและความปลอดภัยของแรงงาน โดยเฉพาะในพื้นที่ความขัดแย้ง การบิดเบือนหลักฉันทานุมัติที่ได้รับการบอกแจ้ง รับรู้ล่วงหน้า และเป็นอิสระ (Free, Prior, and Informed Consent – FPIC) ได้สร้างความแตกแยกในชุมชนที่ไม่สามารถเยียวยาได้

ใครควรกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ? สถาบันการเงินมีบทบาทจริงหรือไม่?
ถ้าไม่มีเงินทุน โครงการก็เกิดขึ้นได้ยาก ดังนั้นสถาบันการเงินจึงมีประสิทธิภาพที่สุดในการผลักดันให้ห่วงโซ่อุปทานยกระดับมาตรฐาน ไม่ปิดบังต้นทาง สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ และต้องเปิดโอกาสให้ชุมชนมีสิทธิพูดและสิทธิร้องเรียนที่ได้ผลจริง
บทบาทของภาคการเงินคือ ธนาคารและนักลงทุนสนับสนุนโครงการผ่านช่องทางต่างๆ เช่น การให้สินเชื่อโครงการ (project finance) สินเชื่อองค์กร (corporate loans/corporate credits) การเป็นผู้จัดจำหน่ายหุ้นหรือตราสารหนี้ (underwriting) การลงทุนในหุ้นและตราสารหนี้ และการให้บริการประกันภัย ซึ่งล้วนสามารถกำหนด "เงื่อนไขก่อนจ่ายเงิน" ได้
หนึ่งในหัวใจสำคัญคือการนับรวมต้นทุนทางสังคมเข้าไปอยู่ในต้นทุนจริง ประวัติการผลิตแรร์เอิร์ธในจีนสะท้อนถึงกรณีที่โลกได้ใช้เทคโนโลยีสะอาดด้วยการมีต้นน้ำที่สกปรก เห็นได้จากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับน้ำ ดิน และสุขภาพของชุมชน ซึ่งเป็น ‘ต้นทุนที่ถูกผลักออก’ ไม่ถูกนับรวมในราคาตลาด แต่ถูกผลักให้เป็นภาระที่สังคมต้องแบกรับ
รายงานจาก Oxfam ชื่อว่า ‘Financing Critical Minerals but Failing Critical Safeguards’ ชี้ว่า เงินทุนจำนวนมากไหลเข้าสู่เหมืองแร่สำคัญและแร่เพื่อการเปลี่ยนผ่าน แต่มาตรการคุ้มครอง (safeguards) ยังอ่อนแอ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิชุมชน FPIC ความหลากหลายทางชีวภาพ และกลไกการร้องเรียนเยียวยา
ผู้เชี่ยวชาญจาก Oxfam South Africa ยังยกตัวอย่างความสำเร็จจากแอฟริกา ที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแอฟริกา (African Development Bank) มีบทบาทในการผลักดันยุทธศาสตร์แร่ธาตุสีเขียวของแอฟริกา (Africa's Green Minerals Strategy) ซึ่งกำหนดให้มีการประเมินผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ครอบคลุม รวมถึงการนำหลักการ FPIC มาใช้อย่างจริงจัง เช่น ประเทศมาลาวีที่บังคับให้มีข้อตกลงการพัฒนาชุมชน (Community Development Agreements) เพื่อให้ชุมชนได้ประโยชน์จากเหมือง

คำถามสำคัญที่ต้องถามกับสถาบันการเงินจึงอยู่ที่ว่า…
- มีนโยบาย "no-go" ไหม? เช่น พื้นที่คุ้มครอง ต้นน้ำ เขตชนเผ่าพื้นเมือง หรือพื้นที่ความขัดแย้ง
- บังคับใช้ความสามารถในการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ถึงระดับเหมือง โรงแต่งแร่ และเส้นทางขนส่งจริงหรือไม่ หรือดูแค่เอกสาร?
- มีกลไกร้องเรียนและเยียวยาที่ชุมชนเข้าถึงได้โดยไม่ถูกคุกคามหรือไม่?
- เปิดเผยรายชื่อโครงการ ลูกหนี้ และผู้รับประโยชน์ที่แท้จริง (beneficial ownership) แค่ไหน?
ภาคประชาชนควรมีส่วนกำหนดการลงทุนแค่ไหน?
ชุมชนไม่ได้เป็นผู้ที่ต้องเสียสละเพื่อโลกสีเขียว ชุมชนต้องมีสิทธิร่วมตัดสินใจตั้งแต่ต้น และต้องมีสิทธิที่จะปฏิเสธโครงการหากเห็นว่าความเสี่ยงเกินกว่าที่จะรับได้
แนวคิด ‘just minerals rransition’ หรือการเปลี่ยนผ่านแร่ธาตุอย่างยุติธรรม เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนผ่านไม่ควรสร้างวงจรการขูดรีดรูปแบบใหม่ ต้องเคารพสิทธิของชุมชนและชนพื้นเมือง ลดการพึ่งพาการขุดใหม่ให้เหลือเท่าที่จำเป็นจริง และเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ใช้แร่ที่อยู่ปลายห่วงโซ่อุปทาน
การมีส่วนร่วมของชุมชนไม่ใช่แค่การจัดประชุมสักครั้งสองครั้ง แต่หมายถึงการมีกลไกที่ชุมชนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่เพียงพอ มีเวลาพิจารณา มีพื้นที่ในการอภิปราย และมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างแท้จริง ชนพื้นเมืองไม่ควรเป็นเพียงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย แต่คือ ‘ผู้ถือสิทธิ’ ที่แท้จริง เป็นผู้เสนอทางออก และผู้พิทักษ์ดูแลทรัพยากร
ตัวอย่างจากอินโดนีเซีย ชนพื้นเมืองถูกบังคับให้ติดต่อกับโลกภายนอกเพื่อโครงการเหมือง หรือการทำลายพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรม เช่น สถานที่ประกอบพิธีกรรมและสุสาน ล้วนเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการพัฒนาที่ไม่มีการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงนำไปสู่ความเสียหายที่ไม่อาจกลับคืนมา

โครงการแรร์เอิร์ธเป็นความร่วมมือข้ามพรมแดน เราควรจัดการร่วมกันอย่างไร?
ถ้าแร่และมลพิษข้ามพรมแดนได้ กติกาก็ต้องข้ามพรมแดนได้ ต้องมีการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน การแชร์ข้อมูลคุณภาพน้ำร่วมกัน และกลไกตรวจสอบย้อนกลับร่วมในระดับลุ่มน้ำ ซึ่งจะนำไปสู่ข้อเสนอเชิงระบบ เช่น
หนึ่ง ใช้กลไกที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์ ผลักดันให้แนวทาง TbEIA (การประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน) ของคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) เกิดขึ้นจริงในโครงการที่เสี่ยงกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงโครงการเหมืองแร่ และกำหนดแผนติดตามคุณภาพน้ำและตะกอนร่วมกัน
สอง ตั้งมาตรฐานขั้นต่ำร่วม ด้านการเปิดเผยข้อมูลห่วงโซ่อุปทานและแหล่งที่มาของแร่ (traceability) เพื่อไม่ให้ประเทศหนึ่งถูกใช้เป็นช่องโหว่ในการหลบเลี่ยงมาตรฐาน
ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธเกี่ยวข้องกับเขื่อนแม่น้ำโขงอย่างไร? และความเสี่ยงระยะยาวคืออะไร?
เขื่อนคือกับดักตะกอนของลุ่มน้ำ เมื่อมลพิษเดินทางมากับตะกอน การสะสมในอ่างเก็บน้ำยิ่งทำให้ความเสี่ยงเรื้อรังและยากต่อการเยียวยา ในขณะที่ปลายน้ำสูญเสียตะกอนที่หล่อเลี้ยงระบบนิเวศและเกษตรกรรม
มีรายงานและข่าวสารจากการติดตามของภาคประชาชนที่ชี้ปัญหาโลหะหนักในแม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก และลำน้ำอื่นๆ ที่เชื่อมสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเชื่อมโยงกับกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา และถูกยกระดับเป็นประเด็นความเสี่ยงด้านสุขภาพและเศรษฐกิจของชุมชน
ในเชิงอุทกวิทยา เขื่อนจำนวนมากทำให้ปริมาณตะกอนลดลงอย่างรุนแรงในระบบแม่น้ำโขง รวมถึงส่งผลต่อพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ และเมื่อเกิดการสะสมตะกอนในอ่างเก็บน้ำ สารปนเปื้อนที่มากับตะกอนอาจกลายเป็นความเสี่ยงระยะยาว ยิ่งเมื่อมีเหตุการณ์น้ำหลาก การขุดลอก หรือความเสียหายของเขื่อน ก็อาจเกิดการปลดปล่อยมลพิษจากตะกอนสะสมได้
การไม่มี TbEIA หรือไม่มีระบบติดตามร่วมกันเท่ากับปล่อยให้ความเสี่ยงถูกสะสมแบบไร้เจ้าภาพ สุดท้ายชุมชนปลายน้ำอาจเป็นผู้ที่ต้องจ่ายต้นทุนด้านสุขภาพและสูญเสียรายได้ โดยไม่ได้มีสิทธิร่วมตัดสินใจตั้งแต่ต้น

ทางออกอยู่ที่ไหน?
ถ้าโลกต้องการเทคโนโลยีสีเขียว ก็ต้องยอมรับว่า ‘แร่สีเขียว’ มีต้นทุนจริง และต้นทุนนี้มักถูกผลักไปให้ชุมชนและสิ่งแวดล้อมรับภาระ ทางออกไม่ใช่แค่การเพิ่มการขุดเหมืองใหม่ แต่คือการยกระดับธรรมาภิบาลทั้งห่วงโซ่ โดยเฉพาะบทบาทของสถาบันการเงิน การตรวจสอบย้อนกลับ และการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน
เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่กลายเป็นการสร้างเขตสังเวยสารพิษรูปแบบใหม่ เราต้องเริ่มต้นด้วยการถามคำถามที่ถูกต้อง กำหนดมาตรฐานที่เหมาะสม และให้อำนาจกับชุมชนที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง
สำหรับประเทศไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธผ่าน MOU กับสหรัฐอเมริกา นี่คือโอกาสสำคัญที่เราจะเลือกเส้นทางที่แตกต่าง ไม่ทำซ้ำรอยความผิดพลาดที่เกิดขึ้นในอดีต และวางรากฐานสำหรับอนาคตที่ยั่งยืนและเป็นธรรมอย่างแท้จริง